LoginLogin
Jeena
 ข้อมูล แต่งงาน : Jeena
Subject Topic: อาหารผิวขาว รักษามะเร็ง เบาหวาน ภูมิแพ้ Post ReplyPost New Topic
Author
Message << Prev Topic | Next Topic >>
jeena
info
info
Avatar
Jeena Makeup

Joined: 24 April 2007
Posts: 7021
Posted: 21 October 2007 at 2:48pm | IP 110.169.220.159 Quote jeena

ร้าน TAKE CARE CREAM, CARE YOU by Jeena

สุดยอดโกลด์เอนไซม์  อันดับ 1 ของโลก

รางวัลเหรียญทองการันตี  จากฝรั่งเศษ

รหัสผู้แนะนำ A771638    โทร 09-242-939-35

เทคแคร์ครีม  เทคแคร์คุณ by จีน่า Tel. 09 - 242 - 939 - 35   รับสาย 10 โมงเช้า - 4 ทุ่ม 

ส่งของทุกวันก่อน 10 โมงเช้า ส่งเช้านี้ - ถึงพรุ่งนี้เช้าก่อนเที่ยง ดิฉันคือหัวใจของแม่

สุ จิ ปุ ลิ  ชำระสินค้า  เชิญช่องหมายเลข 4  ค่ะ

 1

 2

 3

 4

  5

6

 7

 8

 

ผิวขาว หน้าขาวสุดๆ

วิตามินบำรุงผิวขาว 100% ได้ผล ล้าน% ค่ะ 

 สูตรเร่งขาว 100%

 

 เทคแคร์ครีม

ดูครีมหน้าขาวๆ ทั้งหมดได้ที่นี่ค่ะ คลิกๆ 

  

เทคแคร์ครีม

ซื้อ 15,000.- จ่าย 10,000.- /ลด 50%Nect

 

สั่งซื้อครีม มัดจำแต่งหน้า ชำระเงิน

 

เทคแคร์ครีม

..สปา ผิวขาวใสใน 1 วัน ขาวทันทีที่ใช้..

 

ผลงานแต่งหน้าเจ้าสาว รีวิว สวยๆ

 

 

  ร้านสไปรท์ ตัวแทนจำหน่าย ลาดพร้าว 122

 

Webboard

เว็บบอร์ด
 ฝากคำถามถึงร้าน
คลิกตรงนี้
 
 

ทุกครั้งที่ท่านซื้อสินค้า  ท่านมีส่วนได้ร่วมสร้างบ้านหลังนี้ให้แม่ค่ะ  กราบขอบพระคุณอย่างสูงสุด

ขอสำนึกบุญคุณพ่อ  แม่  ที่ให้กำเนิดข้าพเจ้า และผู้มีอุปการะคุณทุกท่าน ทุกภพ  ทุกชาติไป

** -  

หากินเลี้ยงแม่ไปวันๆ  ค่ะ พ่อเสียแล้ว  หากไม่ซื้อไม่สนใจ อย่าทำร้ายพี่นะคะ

อย่าตั้งกระทู้ป่วนรบกวนพี่เลยนะคะ ไม่ซื้อไม่สนใจผ่านไปเลยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

    

อานิสงฆ์แห่งการประกอบบุญของข้าพเจ้า ขอให้ข้าพเจ้าพ้นภัยจากผู้ประสงค์ร้ายด้วยเถิด  สาธุ

 

http://shop.weddingsquare.com/forum/forum_posts.asp?TID=1608 00&PN=1

ชมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอันดับ 1 ของโลก คลิกที่ลิ้งค์นี้

 

http://shop.weddingsquare.com/forum/forum_posts.asp?TID=1608 00&PN=1

ชมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอันดับ 1 ของโลก คลิกที่ลิ้งค์นี้

โทร 09-242-939-35  พี่จีน่าค่ะ  ID Line jeena1

Gold V โกลด์ วี  อยากมีผิวขาว  ขาวจริงการันตีใน  6  กล่อง

Gold V เลขที่ อย. 10-1-00653-1-0063 

Gold V : ผลิตภัณฑ์สำหรับคนรักผิว เพื่อการเสริมสร้างผิวให้กระจ่างใสเปล่งประกาย ลดฝ้า กระ จุดด่างดำ คืนผิวสวย เนียนนุ่ม ชุ่มชื่น

เพื่อการเสริมสร้างผิวให้กระจ่างใสเปล่งประกาย ลดฝ้า กระ จุดด่างดำ คืนผิวสวย เนียนนุ่ม ชุ่มชื่น ข้าวกล้องผง แอล-กลูต้าไธโอน วิตามินซี ซิงค์อะมิโนแอคซิดคีแลต คอลลาเจน ไลโคนีน กรดอัลฟา-ไลโปอิคแอซิด วิตามินอี

ส่วนประกอบที่สำคัญ 
ข้าวกล้องผง (235.00 mg.) อุดมด้วยวิตามินและสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย กินเป ็นประจำทุกวันจะช่วยป้องกันโรคเหน็บชา โรคโลหิตจาง
แอล-กลูต้าไธโอน (150.00 mg.) ขจัดสารพิษออกจากร่างกาย ลดสีผิว ช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานีนที่มีมากผิดปกติ ลดรอยหมองคล้ำ ยับยั้งการสร้าง Lipid Peroxide ไม่ให้จับกับเม็ดสี ป้องกันการเกิดจุดด่างดำ ให้ผิวกระจ่างใส 
วิตามินซี (100.00 mg.) ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของกลูต้าไธโอน ช่วยให้ผิวที่คล้ำกระจ่างใสขึ้น
ซิงค์อะมิโนแอคซิดคีแลต (15.00 mg.) เป็นธาติสังกะสีในรูปแบบเชิงซ้อน เป็นการผสานพลังงานของสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ที่เกิดจากมลภาวะ หรือแสงแดดที่ร่างกายไม่สามารถกำจัดได้ ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ผิว ช่วยแก้ปัญหาเรื่องสิว
คอลลาเจน (15.00 mg.) เป็นโปรตีนสกัดจากปลาทะเลน้ำลึก เป็นคอลลาเจนที่มีขนาดเล็กช่วยเสริมสร้างผิวให้เต่งตึงกระชับแล ะอุ้มน้ำได้ดี ประสานผิวให้เรียบตึง ดูเรียบเนียนกระชับ ริ้วรอยลดลง
ไลโคปีน (15.00 mg.)  มีคุณสมบัติปกป้องผิวจากรังสี UV เพิ่มการไหลเวียนของเลือดบริเวณผิว ให้ผิวดูมีเลือดฝาดดูสุขภาพดี ต้านอนุมูลอิสระดีกว่าวิตามินซี 100 เท่า กลูต้าไธโอน 150 เท่า
กรดอัลฟา-ไลโปอิคแอซิด (15.00 mg.) ช่วยขจัดสารพิษในตับ ต่อต้านแบคทีเรียอันเป็นสาเหตุของสิว รักษาสิว ทำให้ผิวพรรณดูสดใส
วิตามินอี (5.00 mg.) ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งผิวหนัง ช่วยลดริ้วรอยบนผิว ชวยให้ผิวพรรณสดใส ดูอ่อนกว่าวัย ลดรอยแผลเป็น

Glutathione กลูต้าไธโอน หัวหน้าทีม สารต้านอนุมูลอิสระ 
กลูต้าไธโอนเป็นโปรตีนที่สังเคราะห์จากกรดอะมิโน 3 ตัวที่ชื่อ ซีสเตอีน ไลซีน และกลูตามิคแอซิต  กลูต้าไธโอนจัดว่าเป็นตัวสำคัญที่สุดในการช่วยร่างกายทำล ายและขจัดของเสียออกจากร่างกายที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า "ดีท็อกซ์" (Detoxification) 

กลูต้าไธโอนมีส่วนที่เหมือนกับซีสเตอีนคือส่วนประกอบที่เรียกว่ า "ไธโอน" ซึ่งส่วนประกอบนี้แหละทีทำให้มันป็นตัวที่สามารถทำลายอนุมูลอิส ระได้อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้ทั้งพืชหรือสัตว์ทุกชนิด ภายในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ล้วนมีกลูต้าไธโอนอยู่ด้วยทั้ งนั้น นักวิทยาศาสตร์ได้สันนิษฐานว่ากลูต้าไธโอนมีประโยชน์และมีความจ ำเป็นอย่างมากต่อพัฒนาการของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ตั้งแต่เริ่มต้นบนโลกใบนี้

หลายพันล้านปีก่อนที่มีสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นบนโลก มีแก๊สพิษมากมายและเป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิต บรรยากาศของโลกประกอบด้้วย ไฮโดรเจน คาร์บอนมอนนอกไซต์ แอมโมเนีย และมีเทน เป็นต้น เซลล์ของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายต้องป้องกันตัวเองจากแก๊สพิษเหล่าน ี้ด้วยการสร้างสารขึ้นมาทำลายแก๊สพิษเพื่อการอยู่รอด สารที่ถูกสิ่งมีชีวิตสร้างขึ้นมาเพื่อทำลายแก๊สพิษตั้งแต่ยุคนั ้นเป็นต้นมาคือ "กลูต้าไธโอน" ตั้งแต่สมัยนั้นจวบจนสมัยนี้กลูต้าไธโอนยังคงมีประโยชน์และมีปร ะสิทธิภาพต่อสิ่งมีชีวิตมาโดยตลอด นั่นก็เพราะว่าปัจจุบันมนุษย์ได้สร้างแก้สพิษหรือสารพิษขึ้นมาม ากมายแบบไม่กลัวตาย จนกลายเป็นปัญหาใหญ่ และก็เป็นมลพิษอย่างมากต่อสิ่งมีชีวิตต่างๆ ทำให้กลูต้าไธโอนต้องกลับมาเป็นพระเอกอีกครั้งในการช่วยให้สิ่ง มีชีวิตต่างๆสามารถอยู่รอดต่อไปได้ซึ่งรวมทั้งตัวเราด้วย กลูต้าไธโอนสามารถทำลายได้ทั้งหมดตั้งแต่ แก๊สพิษ สารพิษ อนุมูลอิสระ และนี่เป็นเหตุผลสำคัญที่เราๆท่านๆ ทุกคนไม่ควรมองข้ามไปโดยเด็ดขาด เรื่องผิวพรรณขาว ผิวพรรณดีเป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กๆที่เราๆ่านๆจะได้รับจากกลูต้า ไธโอน ลองมาฟังคร่าวๆว่าทำไมผิวพรรณถึงดีขึ้น กลูต้าไธโอนไปทำลายอนุมูลอิสระในตัวท่าน ซึ่งอนุมูลอิสระนี่แหละที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดฝ้า เกิดกระเมื่อเจอแดด และเมื่ออนุมูลอิสระลดลงฝ้าและกระก็จะลดลงตามไปด้วย 

ในเมื่อมันช่วยทำลายของเสียหรือสารพิษได้ขนาดนั้น ประโยชน์ของมันคงไม่ใช่แค่ผิวสวยแน่นอน ในตำราต่างประเทศมีระบุไว้มากมายเช่น ช่วยการทำงานต่างๆของตับ โดยเฉพาะการทำลายของเสียและสารพิษทิ้ง เช่น ควันรถ ควันบุหรี่ ธาตุโลหะหนัก (ปรอท ตะกั่ว แคดเมียม เป็นต้น) อนุมูลอิสระ ยาเกินขนาด ยาฆ่าแมลง ยาปราบวัชพืช เป็นต้น
  • ช่วยแก้อาการเมาค้าง ที่สามารถช่วยแก้อาการเมาค้างได้เนื่องจากมันไปช่วยตับทำลายแอล กอฮอล์ที่เรากินมากเกินไปทิ้งได้ดีและเร็วยิ่งขึ้น
  • ช่วยกระตุ้นภูมิต้านทาน ช่วยให้เม็ดเลือดขาว สามารถทำลายเชื้อไวรัส แบคทีเรีย เชื้อราต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ พูดง่ายๆ ป่วยยาก และถ้าป่วยก็จะหายเร็วขึ้น 
  • ช่วยการสร้างเม็ดเลือดแดง และทำให้เม็ดเลือดแดงทนทาน ทำงานได้ดี 
  • ช่วยลดความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งในสัตว์ทดลอง ซึ่งหมายความว่าจ่าจะลดความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งในคนด้วย  ; ; ; ; ; ; ; ; ; ; ; ; ; ; ; ; ;
  • ช่วยการทำงานของต่อมไทรอยด์
  • ช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดเผลในทางเดินอาหาร
  • ช่วยลดความเสี่ยงที่จะเป็นต้อกระจก
  • ช่วยลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคระบบสมองและประสาทเช่นพาร์กินสัน ไมแอสทีเนียเกรวิส
  • ช่วยลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคภูมิแพ้
  • ช่วยลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคไตวาย 
ยังมีประโยชน์อีกเพียบ .... เอาเป็นว่า กินไว้บ้างเถอะนะครับ ดีจริงๆ ลองมาฟังเรื่องงานวิจัยที่หลายคนอาจจะอึ้งไปเลยก็ได้ เมื่อปี 1982 มีงานวิจัยที่นำเสนอที่ New York Academy of Science , 17 Feb 1982 (กว่า 30 ปี มาแล้ว) เป็นการทำวิจัยในหนู เขาใช้วิธีทำให้หนูเป็นมะเร็งตับโดยการให้สารก่อมะเร็งที่แรงมา กกับหนู เรียกว่า Aflatoxin B1 ภายใน 1 ปี หนูทุกตัวเป็นมะเร็งตับ หลังจากนั้น เขาจะแบ่งหนูออกเป็น 2 กลุ่ม 
  • กลุ่มที่ 1 เลี้ยงด้วยอาหารตามปกติ
  • กลุ่มที่ 2 เลี้ยงด้วยอาหารตามปกติ และฉีดกลูต้าไธโอน 100 มก. เข้าเส้นเลือด 
ผลปรากฏว่ากลุ่มที่ 1 ตายเีรียบ ส่วนกลุ่มที่ 2 รอด 81% และที่น่าประหลาดใจมากกว่านั้นคือ พวกหนูที่รอดนั้นปรากฏว่ามะเร็งตับหายไปหรือไม่ก็เป็นน้อยลง&am p;am p;am p;am p;am p;am p;am p;am p;am p;am p;am p;am p;am p;am p;am p;am p;nb sp;

หลายคนอาจจะคิดว่า เรื่องดีๆ แบบนี้ทำไมไม่มีการวิจัยต่อในคนเพื่อพัฒนาในการรักษาโรคมะเร็งใ นคน คนที่ชอบคิดจะคิดอะไรก็ได้ แต่ลองอ่านดูต่อแล้วจะปลง เนื่องจากกลูต้าไธโอนเป็นสารธรรมชาติที่ใครก็ไม่สามารถเป็นเจ้า ของลิขสิทธิ์ได้ ดังนั้นบริษัทยายักษ์ใหญ่และพวกนายทุนทั้งหลายก็เลยไม่สนใจลงทุ นวิจัยพวกนี้ คิดง่ายๆ ให้คุณทำงานซัก 6 เดือนโดยไม่ได้รับเงินเดือนคุณยังลังเลเลย งานวิจัยจริงๆจังๆเรื่องน้จึงมีน้อย ที่มีงานวิจัยออกมาก็เป็นงานวิจยของพวกนักวิทยาศาสตร์ที่อยากรู ้อยากเห็นเท่านั้น แต่แค่นี้ก็ทำให้เราๆท่านๆได้ประโยชน์แล้ว ถึงแม้จะเป็นการทดลองในหนู แต่ก็แสดงว่าคนก็อาจจะเป็นแบบหนูได้ คนอาจจะหายจากมะเร็งได้ ดังที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ 

ถึงเวลาแล้วที่เราๆท่านๆ จะได้บริโภคสิ่งที่มีประโยชน์มากขนาดนี้เสียที 

ถ้าท่านจำได้ อนุมูลอิสระเป็นของเสียชนิดหนึ่งที่เกิดจากการใช้ออกซิเจนของร่ างกายเรา และปัจจุบันถือว่าเป็นของเสียหรือสารพืษที่เกิดขึ้นในร่างกายขอ งเราที่มีมากที่สุดและอันตรายที่สุด ถ้าเราสามารถป้องกันอันตรายจากอนุมูลอิสระได้ก็จะดีมากๆๆๆ ลองรับประทาน Gold V ผลิตภัณฑ์ของ PGP Gold Star ดูนะครับ

วิธีรับประทาน ครั้งละ 1-2 แคปซูงก่อนอาหารเช้า และเย็น ครึ่งชั่วโมง
---------------------------------------------------------

เลขที่ อย. 10-1-00653-1-0023 ผลิตโดยบริษัท 8 เศรษฐี จำกัด 99/8 หมู่ 16 ต.บางแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ 10540


ไลโคปีน (Lycopene) คือ แคโรทีนอยด์ชนิดหนึ่งในกว่า 600 ชนิด ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของสีแดงของมะเขือเทศ และแตงโม ที่มีโครงสร้างโมเลกุล ที่ยาวกว่าแคโรทีนอยด์ชนิดอื่น ๆ ทำให้ ไลโคปีนเป็นแคโรทีนอยด์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งจะช่วยลด ความผิดปกติ และความเสื่อมของเซลล์อันเนื่องมาจากการทำลายของอนุมูลอิสระ

 
เป็นสารแคโรทีนอยด์ มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระมากกว่าวิตามินอีถึง 100 เท่า ช่วยป้องกันการเสื่อมของเซลล์ ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัย ทำให้ผิวพรรณสดใส ขาวอมชมพู

ไลโคปีนที่พบมี โครงสร้างทางเคมี 2 แบบคือ trans – configuration และแบบ cis-isomer โดยในธรรมชาติจะพบไลโคปีนแบบ trans – configuration แต่สามารถเกิดการเปลี่ยนแปลงไปเป็นแบบ cis-isomer ได้เมื่อสัมผัสกับความร้อนหรือและสว่าง โดยในกระแสเลือดของคนเราพบไลโคปีนแบบ cis-isomer อยู่ถึง 60% เลยทีเดียว

ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ไลโคปีนเองได้ ดังนั้นเราจึงต้องรับประทานไลโคปีนเข้าไปจากผักผลไม้ หรืออาหารเสริม โดยไลโคปีนจะไปกระจายอยู่ทั่วไปในเนื่อเยื่อบริเวณที่แตกต่างกั น โดยส่วนใหญ่พบการสะสมของไลโคปีนมากที่ต่อมหมวกไต ลูกอัณฑะ และตับ จากการศึกษาวิจัยพบว่าไลโคปีนที่ผ่านกระบวนการใช้ความร้อน (heat processed-lycopene) เช่น การปรุงอาหาร ร่างกายจะสามารถดูดซึมไปใช้ได้ดีกว่าไลโคปีนในธรรมชาติ เนื่องจากไลโคปีนที่มีโครงสร้างแบบ cis -isomer ถูกดูดซึมได้ดีกว่าแบบ trans – configuration และแบบ cis -isomer จะสามารถละลายและรวมตัวกับกรดน้ำดี (bile acid micells) ได้ดีกว่า แบบ trans – configuration ด้วย นอกจากนั้น การใช้ความร้อนในการประกอบอาหารยังทำให้ไลโคปีนที่อยู่ในผนังเซ ลล์ของผักและ ผลไม้ละลายออกได้มากขึ้น ทำให้ดูดซึมในระบบย่อยอาหารได้ดีกว่ารับประทานแบบสดถึง 2.5 เท่า ดังนั้นหากจะรับประทานผักและผลไม้เพื่อให้ร่างกายได้รับไลโคปีน จึงควรนำผักและผลไม้ไปปรุงให้สุกก่อน

มีผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ว่า ปริมาณไลโคปีนในร่างกายจะลดลงเมื่ออายุมากขึ้น และพบว่าปริมาณสารไลโคปีน ในร่างกาย มีความสัมพันธ์แบบผกผันกับอัตราการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ผู้ป่วยที่มีปริมาณสารไลโคปีนในร่างกายต่ำ จะมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งต่อมลูกหมากเพิ่มขี้นเนื่องจากไลโคปีนเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ (Antioxidant) ที่มีความแรงมาก และมีส่วนสำคัญในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง กลไกการออกฤทธิ์ที่สำคัญคือเข้าไปจับกับอนุมูลอิสระ (Free radical) ในร่างกายซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งของการทำลายสายดีเอ็นเ อ อันก่อให้เกิดโรคมะเร็ง ไลโคปีนจะช่วยลดการก่อกลายพันธุ์ ทำให้สามารถยับยั้งวงจรชีวิตของเซลล์มะเร็งในช่วงต้น (ระยะ G1) และลดการเกิดเนื้องอกได้ เมื่อเทียบกับสารประกอบในกลุ่มแคโรทีนอยด์ชนิดอื่นๆ ไลโคปีนเป็นแคโรทีนอยด์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เนื่องจากมีโครงสร้างที่ต่อกันเป็นสายยาวกว่า ดังรายงานการศึกษาเปรียบเทียบผลในการต้านอนุมูลอิสระในหลอดทดลอ ง พบว่าไลโคปีนมีฤทธิ์ที่ดีกว่าเบต้าแคโรทีนและแอลฟาโทโคฟีรอลถึง 2 และ 10 เท่าตามลำดับ มีความเชื่อว่าไลโคปีนสามารถปรับระบบฮอร์โมนและภูมิคุ้มกัน ตลอดจนเมตาบอลิซึมในร่างกายได้ นอกจากนี้การรับประทานไลโคปีนในปริมาณสูงยังช่วยยับยั้งเอนไซม์ สำคัญที่ใช้ สังเคราะห์โคเลสเตอรอล และเร่งสลายโคเลสเตอรอลชนิดไม่ดีหรือ LDL (Low density lipoprotein) ที่มีส่วนทำให้เกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดแข็งตัวได้อีกด้วย

ใน 1 แคปซูลมีน้ำมันรำข้าวผสมไลโคปีน 500 มิลลิกรัม ประกอบด้วย
น้ำมันรำข้าว 436.50 mg.
จมูกข้าว 50.00 mg.
สารสกัดจากมะเขือเทศ 12.50 mg. (มีสารไลโคปีน 1.25 mg.)
วิตามินอี 1.00 mg.
วิธีรับประทาน
วันละ 1-2 แคปซูลหลังอาหารเช้า
 
ราคา 900 บาท  สมาชิก  650-
********************************************************
รับสมัครผู้ร่วมธุรกิจสร้างเครือข่าย  สร้างรายได้  60,000.-  100,000.-  ถึง  1,000,000.-  ( หนึ่งล้านบาท  ต่อเดือน  ) ( สมัครฟรี )  โทร 09-242-939-35  Line ID jeena1
 
 
 
 
 


Edited by jeena on 19 August 2014 at 2:17pm
Back to Top View jeena's Profile Search for other posts by jeena
 
jeena
info
info
Avatar
Jeena Makeup

Joined: 24 April 2007
Posts: 7021
Posted: 21 October 2007 at 5:12pm | IP 124.120.145.7 Quote jeena

โทร  09-242-939-35  จีน่าค่ะ  ID LINE jeena1

Enzyme Gold - N บริษัท PGP GOLD STAR (เจาะลึกเรื่องของเอนไซม์)


GOLD - N (โกลด์ เอ็นไซม์ : Enzyme ธัญพืช เพื่อสุขภาพ) 


เอ็นไซม์ธรรมชาติจากธัญพืช เพื่อสุขภาพที่ดี มีภูมิต้านทานโรค เลขที่ อย. 10-1-00653-1-0064


อาหารที่ช่วยสร้างพลังแห่งชีวิตที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ อุดมไปด้วยพลังงาน และโปรตีนที่ช่วยสร้างภูมิต้านทานโรค ป้องกันการเกิดโรคต่างๆ เช่นภูมิแพ้ หัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง มะเร็ง โรคภูมิแพ้ตัวเอง (โรค SLE) และอื่นๆ

ถั่วแดง ช่วยการไหลเวียนของเลือด ลดการอักเสบ บวม ขับปัสสาวะ
ข้าวหอมมะลิ มีเกลือแร่ และวิตามินต่างๆมากกว่า 20 ชนิด เสริมสร้างร่างกายให้สมบูรณ์
ถั่วเหลือง ช่วยลดคอเลสเตอรอล ลดอัตราเสี่ยงของโรคหัวใจ 
ลูกเดือย ช่วยบำรุงม้าม ปอด แก้ท้องเสีย กระเพาะอาหารและลำไส้ แก้โรคปวดข้อ ยับยั้งการเติบโตของเนื้องอก
งา อุดมไปด้วยโปรตีน ช่วยสร้างกล้ามเนื้อ เม็ดเลือด เส้นผม ขน และฮอรโมนต่างๆ 

การผลิตเอนไซม์นี้จะผ่านกระบวนการไฮโดรไลซิส (Hydrolysis) ทำให้เซลล์ นำสารอาหารไปใช้ได้ทันที โดยไม่ผ่านกระบวนการย่อย ให้พลังงาน ฟื้นฟูร่างกายได้ทันที จึงรู้สึกได้ถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ได้อย่างรวดเร็ว 




เอนไซม์ คือสารโปรตีนเป็นตัวเร่งการทำงานของระบบต่างๆในสิ่งมีชีวิต ทำให้เซลล์เป็นล้านๆเซลล์,เนื้อเยื่อของเหลวและอวัยวะต่างๆทำงานได้อย่างปกติ หากร่างกายขาดเอนไซม์หรือปริมาณเอนไซม์ลดลงจะทำให้การทำงานของร ะบบอวัยวะต่างๆในร่างกายผิดปกติ บางครั้งทานอาหารที่มีประโยชน์ราคาแพงแค่ไหนร่างกายก็นำไปใช้ไม ่ได้ถ้าเอนไซม์บกพร่องเป็นสาเหตุของการเกิดโรคร้ายต่างๆ

เอนไซม์ที่มหัศจรรย์เหล่านี้ทำหน้าที่สำคัญ 2 อย่าง คือ ย่อยสลายอาหารให้เล็กลงพอที่จะผ่านเซลล์ผนังลำไส้ แล้วสารอาหารเหล่านี้ก็เข้าสู่กระแสเลือดต่อไป การย่อยอาหารเป็นหน้าที่สำคัญอย่างยิ่งของร่างกาย เมื่อเรารับประทานอาหาร เอนไซม์ย่อยอาหารจะถูกดึงมาจากทุกระบบของร่างกายในทันทีเพื่อทำ การย่อยอาหารแต่ทว่าเอนไซม์ย่อยอาหารเหล่านี้ก็ยังมีหน้าที่อื่ นๆอีกในการที่จะซ่อมแซม ควบคุม และกระตุ้นการทำงานของระบบอื่นๆของร่างกายด้วย แต่ระบบเหล่านี้ จำเป็นที่จะต้องหยุดทำงานชั่วคราวเพื่อส่งเอนไซม์ไปให้ระบบย่อย อาหาร วิธีแก้อย่างหนึ่งคือ รับประทานเฉพาะอาหารที่ไม่ผ่านการปรุงให้สุก อาหารก็จะมีเอนไซม์เพียงพอที่จะย่อยตัวเองอยู่แล้ว อีกวิธีคือ รับประทานเอนไซม์เสริมสกัดจากพืช บรรจุในแคปซูลหรือเอนไซม์ผงอย่าลืมว่าการย่อยคาร์โบไฮเดรต ที่ไม่สมบูรณ์จะเกิดการหมักในลำไส้ หากเป็นอาหารกลุ่มไขมัน พวกผลิตภัณฑ์จากนม น้ำมันต่างๆ ของทอด จะเหม็นหืน และถ้าเป็นกลุ่มโปรตีน เช่นเนื้อสัตว์ ไก่ ปลา ถั่ว ต่างๆ ก็จะเน่า จึงไม่น่าแปลกใจเลยถ้าคนส่วนใหญ่ในสังคมเรานี้จะมีปัญหาเรื่อง ท้องผูก แก๊สในกระเพาะอาหาร ท้องอืด ท้องเฟ้อ ลมหายใจเหม็น

อีกบทบาทหนึ่งของเอนไซม์คือ รักษาระบบการเผาผลาญพลังงานในร่างกายให้มีประสิทธิภาพสูงสุด อันได้แก่ สลายไขมัน ลำเลียงอาหารเข้าสู่เซลล์ แจกจ่ายพลังงานไปยังเซลล์ที่ต้องการ ทุกกลไกของร่างกายตั้งแต่การสร้างกล้ามเนื้อกระดูก ต่อมต่างๆ และเส้นประสาท ไปจนถึงการกำจัดพิษออกจากร่างกาย ล้วนต้องอาศัยการทำงานของเอนไซม์ทั้งสิ้น จึงอาจกล่าวได้ว่าเอนไซม์เป็นอุปกรณ์ช่วยชีวิตจากธรรมชาติ
เอนไซม์สามารถผลิตได้ในร่างกายของมนุษย์โดยตับอ่อน ซึ่งเป็นอวัยวะที่ผลิตเอนไซม์ที่ทำหน้าที่ย่อยอาหารมากที่สุด แต่ถึงแม้เอนไซม์จะถูกผลิตได้โดยตับอ่อน แต่เราควรคำนึงถึงเอนไซม์ที่มีอยู่ในอาหารเพื่อช่วยในกระบวนการ ย่อยอาหารร่วมกับเอนไซม์ในร่างกายด้วยเพราะมนุษย์ทุกคนมีความสา มารถในการผลิตและใช้เอนไซม์อย่างจำกัด เสมือนกับพลังงานที่สะสมอยู่ในแบตเตอรี่ หากใช้เอนไซม์สิ้นเปลืองอาจนำไปสู่ภาวะพร่อง ทำให้เกิดการเจ็บป่วยของสภาพร่างกายได้



เมื่อชีวิตคือการทำงานร่วมกันของเอนไซม์อย่างมีระบบ เมื่อเอนไซม์เสื่อมสภาพลงอย่างรวดเร็ว ก็หมายถึงความชราเกิดขึ้นกับร่างกายของเรา ก่อให้เกิดปฏิกิริยาต่าง ๆ ที่สำคัญต่อการมีชีวิต ส่งผลให้เกิดอาการเจ็บป่วย จนถึงร่างกายทรุดโทรมและตายได้ทำให้เห็นได้ว่า เอนไซม์ มีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพและร่างกายอย่างไร การเสริมเอนไซม์จากอาหารเพื่อช่วยยืดอายุของเซลล์ และลดการทำงานของตับอ่อนในการผลิตเอนไซม์ จึงเสมือนเป็นอีกทางเลือกในการดูแลสุขภาพของคุณ
หากร่างกายขาดเอนไซม์หรือปริมาณเอนไซม์ลดลง
จะทำให้การทำงานของระบบต่าง ๆ เช่น การย่อยอาหาร การขับถ่าย การซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ การขจัดสารพิษของร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันระบบเลือดในร่างกายผิดปกติ


จะทราบได้อย่างไรว่าเราขาดเอนไซม์
-        รู้สึกเหนื่อยหลังจากกินอาหารมื้อหนัก
-        มีกลิ่นปาก
-        อ่อนเพลียง่ายเป็นประจำ
-        มีอาการของโรคภูมิแพ้ง่ายถึงขนาดหอบหืด
-        น้ำหนักตัวเพิ่มง่าย
-        เวลาเป็นแผลจะหายช้า
-        ลมแน่นท้องผายลมมีกลิ่นเหม็น
-        อุจจาระจมน้ำและเหม็นมาก
-        ท้องผูกท้องขึ้นท้องเฟ้อบางครั้งมีอาการจุกเสียด



หน้าที่ของเอนไซม์
-        ช่วยย่อยอาหารเพื่อให้ได้สารอาหาร
-        ช่วยเผาผลาญพลังงานและย่อยสลายไขมัน
-        ช่วยในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
-        ช่วยป้องกันอาการอักเสบ ติดเชื้อ
-        ช่วยดูดซึม และนำพาอาหาร
-        ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
-        ขจัดสารพิษของร่างกาย/ช่วยต้านอนุมูลอิสระ
-        ทำให้ฮอร์โมน วิตามิน เกลือแร่ และสารอื่น ๆ ทำงานตามคุณสมบัติ
เหตุผลที่กินเอนไซม์เสริม
จงทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย (Make it Simple) นักปรัชญาท่านหนึ่งกล่าวว่า มุมมองที่สำคัญของชีวิตคือ จงมองทุกสิ่งที่ยากให้เป็นเรื่องง่าย และกฎข้อแรกคือ “ “ถ้าจำเป็นแต่ไม่มีก็หามาถ้าไม่พอก็เอามาเสริม””ฟังดูธรรมดาดีท่านจะนำไปใช้ในชีวิตจริงก็ไม่ผิดระเบียบอะไร

เอนไซม์เสริม (Enzyme Supplement)
ปู่ ย่า ตา ยายมีอายุยืนยาวอยู่กันมาได้โดยไม่ต้องกินอาหารเสริม หรือกินเอนไซม์เสริม ถือว่าโชคดี เพราะเกิดมาในขณะที่สิ่งแวดล้อมสะอาด อาหารสด ไม่มีการใช้ยาฆ่าแมลง ไม่มีการเติมสารเคมีให้พืชผัก ถ้าเราไปอ่านรายงานสถิติของกระทรวงสาธารณสุขย้อนหลังกลับไป จะพบว่าโรคหัวใจ เบาหวาน ข้ออักเสบ และมะเร็งในสมัยนั้น แทบจะไม่มีให้เห็น ซึ่งคำว่ามะเร็งในสมัยนั้น จะเป็นคำที่แปลกประหลาดไม่เคยได้ยินมาก่อน

ในระยะแรก วิตามิน และเกลือแร่ มีเพียง 2 อย่างที่มีการมุ่งให้เป็นอาหารเสริมใน ค.ศ. 1930 (พ.ศ. 2473) Dr. Wolfe ชาวเยอรมันได้ค้นพบประโยชน์ และวิธีการใช้เอนไซม์ที่มาจากสัตว์ (Animal Enzyme) และในเวลาไล่เลี่ยกัน Dr. Howell ชาวอเมริกันได้ศึกษาประโยชน์ของเอนไซม์จากพืช ผลการศึกษา และวิจัยของทั้งสองท่านปูทางไปสู่การใช้เอนไซม์มาเป็นอาหารเสริ มในปัจจุบัน (Enzyme Supplement)

การวิจัยในปี ค.ศ. 1940 (พ.ศ. 2483) ได้พิสูจน์ว่า ดี เอ็น เอ (DNA) ในเซลล์ของร่างกายเป็นผู้ควบคุมการผลิตเอนไซม์ หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ เรามีชีวิตอยู่ไม่ได้ถ้าขาดเอนไซม์ และถ้าเราแก่ตัวลงมาเมตาบอลิค เอนไซม์ก็จะผลิตได้น้อย เต็มไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บ แท้ที่จริงเกิดจากพื้นฐานของการขาดเอนไซม์ (Low Enzyme Level)วิชาเอนไซม์ (Enzymology) เป็นวิชาใหม่เอี่ยมเกิดขึ้นประมาณ พ.ศ. 2528 และการใช้เอนไซม์เสริม (Enzyme Supplement) เริ่มเป็นที่ยอมรับว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพก็ราว พ.ศ. 2538 นี้เอง

เอนไซม์ กุญแจดอกสำคัญที่กำหนดชะตาชีวิตทั้งมวล
ทุกชีวิตนับแต่เกิดจนตาย ทุกวินาทีดูดรับสารอาหารบำรุงที่เหมาะสมกับตัวไม่ว่างเว้น พร้อมเสริมสร้างร่างกายซ้ำแล้วซ้ำเล่า อย่างไม่หยุดยั้ง และทำลายเซลล์ที่เก่าแก่ (ของเสียเก่า ๆ) ออกไปจากร่างกาย การกระทำเช่นนี้เรียกว่า การขับถ่ายของเก่าออกไป และเสริมสร้างของใหม่ขึ้นมาแทนที่เอนไซม์เปี่ยมด้วยอานุภาพที่น ่าทึ่ง อาหารทั้งหมดที่รับประทานเข้าไปนั้นล้วนอาศัยบทบาทการกระทำของเ อนไซม์ในการย่อยสารอาหารที่สลับซับซ้อน ให้กลายเป็นสสารที่ละเอียดอ่อนก่อนที่จะดูดซึมเข้าไปในโลหิตได้ ดังนั้น ถ้าไม่มีเอนไซม์แม้จะกินอิ่มเพียงใดก็ไม่แคล้วจะต้องรับทุกข์ทร มานจากการขาดสารอาหารบำรุงร่างกายของคนเรา คือเรือนร่างที่ประกอบด้วยสารโปรตีนทั้งหมดที่มีต่อร่างกายเรา ยกเว้นโรคกระดูก และฟันแล้วล้วนเป็นโรคที่มีสาเหตุมาจากเซลล์ที่เกิดจากสารโปรตี นทั้งสิ้น การป่วยเป็นโรคคือ การเปลี่ยนแปลงของร่างกายชนิดหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงจะเป็นไปอย่างไม่ปกติแน่นอน เช่น การหลุดล่วงของเซลล์เก่า จะผลัดเปลี่ยนด้วยเซลล์ใหม่เสมอ กลุ่มเซลล์ที่เปลี่ยนแปลงแล้วจะถูกขับถ่ายออกจากร่างกายอย่างรว ดเร็ว หลังจากนั้นเซลล์ใหม่จะเข้าแทนที่ เมื่อเป็นเช่นนี้ โรคทั้งหมดก็จะถูกขจัดไปโลกวิวัฒนาการตามความเจริญก้าวหน้าทางด ้านวิทยาศาสตร์ กุญแจดอกสำคัญที่ไขไปสู่ปริศนา ของบทบาททุกชีวิตเริ่มแจ่มชัดขึ้นนั่นคือ เอนไซม์

เอนไซม์แบบผสมที่ได้จาก พืชผัก ผลไม้นี้ มิเพียงสามารถปรับรักษาระบบการทำงานของอวัยวะ กระเพาะ ลำไส้ ตับ หัวใจ ปอดในร่างกายของเราเท่านั้น แต่ยังสามารถบรรเทาอาการของโรคมะเร็งให้ผ่อนเบาลงได้ เอนไซม์ชนิดนี้จะเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับเซลล์ที่มีชีวิตอยู่ม ากยิ่งขึ้น และจะมีบทบาทในการละลายเซลล์ที่อยู่ในระยะเปลี่ยนแปลงของโรค (Pathological Change) ให้หมดไป

เอนไซม์ควรจะถือว่าสำคัญกว่าแก๊สออกซิเจนที่ใช้หายใจ
ชีวิตที่ปราศจากเอนไซม์จะไม่สามารถอยู่ได้ แต่อากาศหรือแก๊สออกซิเจนสำหรับหายใจสำคัญที่สุดต่อมนุษย์ แท้ที่จริงเป็นความสำคัญในระดับหนึ่งเท่านั้น เพราะแก๊สออกซิเจนที่เราต้องใช้หายใจเกิดจากปฏิกิริยาเคมีในพืช ใบเขียวซึ่งผลิตเอนไซม์เป็นตัวเร่งโดยเปลี่ยนแก๊สคาร์บอนไดออกไ ซด์ ให้เป็นแก๊สออกซิเจนโดยมีแสงแดดเป็นตัวช่วย

ถ้าเอนไซม์ในร่างกายมีมากพอ
ถ้าเอนไซม์ในร่างกายมีมากพอ มนุษย์ อาจอายุยืนถึง 120ปี เพราะเซลล์ในร่างกายสามารถแบ่งตัวได้ตามกำหนดของโปรแกรมในนาฬิก าชีวิต ถ้าเอนไซม์ในร่างกายมีระดับต่ำ โอกาสที่จะป่วยเป็นโรคเรื้อรังต่างๆเกิดได้ง่ายมาก หนังสือ “เอนไซม์ในอาหารว่า สุขภาพคือปฏิกิริยาเคมีของเอนไซม์ที่บูรณาการ เข้าด้วยกันอย่างมีระบบ จึงทำให้ทุกเซลล์ของร่างกายดำเนินไปอย่างปกติสุข”

อายุมากขึ้นเอนไซม์ผลิตได้น้อยลง,คุณภาพต่ำ
การขาดเอนไซม์ย่อยอาหารมีได้หลายสาเหตุ แต่การขาดชนิดเดียวที่ตับอ่อนไม่สามารถแก้ไขได้ คือ การขาดเอนไซม์เนื่องจากมีอายุมากขึ้นหนุ่มสาวอายุ 21-31 ปี มีเอนไซม์อไมเลสในน้ำลายมากกว่ากลุ่มผู้สูงอายุ 69-100 ปี ถึง 30เท่า อายุมากขึ้น เอนไซม์ผลิตน้อยลงมาก แต่ความต้องการใช้ยังคงเหมือนเดิม การขาดแคลนเมื่ออายุมากขึ้นจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนหลีกเลี่ยงไม่ได ้

วิตามินหรือเกลือแร่สำคัญ
ถ้าไม่มีเอนไซม์ วิตามินก็คือเศษผงธรรมดาเซลล์ทั้ง 60 ล้านล้านเซลล์ ต้องใช้เอนไซม์เพื่อเร่งปฏิกิริยาเคมี ถ้าไม่มีเอนไซม์ ชีวิตจึงดำรงอยู่ไม่ได้วิตามิน เกลือแร่ คือ ตัวร่วมกับเอนไซม์ (Coenzyme) โดยตัวเองทำอะไรไม่ได้เลย ถ้าไม่มีเอนไซม์ร่วมด้วย วิตามินและเกลือแร่ก็เปล่าประโยชน์เอนไซม์เป็นผู้สร้างเซลล์ สร้างอวัยวะ และสร้างชีวิต

สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับเอนไซม์ คือ
1.       สิ่งมีชีวิตทุกชนิดสร้างเอนไซม์ขึ้นมาใช้เองด้วยความสามารถในกา รผลิตที่แตกต่างกัน
2.       เอนไซม์ เป็นตัวเร่งในการย่อยอาหารให้สมบูรณ์ ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่มีคุณภาพ ถ้าย่อยได้ไม่ดี ถึงกินอาหารแสนดีก็ไม่เกิดประโยชน์ใดๆทั้งสิ้น
3.       เอนไซม์ควบคุมและเร่งปฏิกิริยาเคมีทุกชนิด ถ้าไม่มีเอนไซม์ปฏิกิริยาเคมี จะเกิดช้าจนชีวิตไม่สามารถรอดได้
4.       เอนไซม์ แต่ละชนิดมีหน้าที่เฉพาะตัวและทำปฏิกิริยาเคมีจำเพาะกับสารตั้ง ต้นที่ถูกกำหนดเท่านั้น เอนไซม์ชนิดย่อยแป้งจะไม่ย่อยโปรตีน เอนไซม์ชนิดย่อยไขมันจะไม่ย่อยแป้ง
5.       เอนไซม์ถูกทำลายโดยง่ายที่ความร้อนสูงเกิน 118 องศาฟาเรนไฮด์คือ เอนไซม์เปราะบางมาก
6.       การแช่แข็ง ไม่ทำลายความสามารถของเอนไซม์
7.       การขาดเอนไซม์ส่วนใหญ่เกิดขึ้นเพราะไม่รักษาสุขภาพของตนเอง บางกรณีเกิดจากปัญหากรรมพันธุ์
8.       เอนไซม์ ที่มีระดับต่ำ (Low Enzyme Level) ในร่างกายสัมพันธ์กับโรคของความเสื่อมต่างๆ (ถ้าเอนไซม์ต่ำมาก โรคแห่งความเสื่อมก็เกิดขึ้นมากตามมา)

ท่านใดที่ควรใช้เอนไซม์
-          ผู้ที่ต้องการฟื้นฟูสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง
-        ผู้ที่ภูมิต้านทานอ่อนและมักติดเชื้อง่าย เช่น วัณโรคโรคเอดส์ ผู้ป่วยก่อน – หลังผ่าตัด สตรีก่อน – หลังคลอด
-        ผู้ที่มีประสิทธิภาพตับไม่ดี เหนื่อยง่าย เช่น ตับอักเสบ
-        ผู้ที่มีประสาทอ่อนไม่ปกติ ตกใจง่าย เบื่ออาหาร
-        ผู้ที่มีกระเพาะลำไส้ไม่ดีแต่กำเนิดทำให้ผอมแห้งแรงน้อย
-        ผู้ที่การทำงานของประสาทไม่เต็มที่มักสลึมสลือกระปรกกระเปลี้ย
-        ผู้ที่มีร่างกายแก่ก่อนวัยเจ็บป่วยบ่อย
-        ผู้ที่มีอาการติดเชื้อแปลกๆทำให้ร่างกายเจ็บออดๆแอดๆ & ; ; ; ; ; ; ; ; ; ; ; ; ;nbs p;
-       ผู้ที่เสี่ยงต่อโรคกรรมพันธุ์ เช่น มีญาติเป็นเบาหวาน มะเร็ง ปัญญาอ่อน โรคเลือดThalassemia



เอนไซม์ ช่วยแก้ปัญหาการทำงานผิดปกติของระบบอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย เช่น

-ระบบหัวใจ/หลอดเลือด เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิต ไขมันในเลือดสูง
-ระบบทางเดินอาหาร การขับถ่าย เช่น โรคกระเพาะ โรคลำไส้อักเสบ ริดสีดวงทวาร มะเร็ง กระเพาะ/ลำไส้ ท้องผูกอาหารไม่ย่อย โรคนิ่ว ถุงน้ำดีอักเสบ โรคไตอักเสบ/ไตวาย ต่อมลูกหมากโต/มะเร็ง โรคตับ
-ระบบทางเดินหายใจ/ระบบภูมิคุ้มกัน เช่น โรคไซนัสอักเสบ หลอดลมอักเสบ โรคภูมิแพ้ หอบหืด โรคปอด ไข้หวัดใหญ่ โรคหัดต่างๆ ช่วยขจัดสารพิษ เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
-ระบบผิวหนัง เช่น กลาก เกลื้อน บำรุงผิวพรรณ สิว ฝ้า รักษาจุดด่างดำปวดเมื่อยลำตัว/ปวดหลัง โรคเก๊าท์ โรคกระดูกพรุน/กระดูกอักเสบ/ไขข้ออักเสบ/รูมาติซึม
ระบบต่อมไร้ท่อ  เช่น โรคเบาหวาน ต่อมไทรอยต์อักเสบ
-ระบบสืบพันธุ์ เช่น ความผิดปกติของประจำเดือน รักษาความเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ
-ระบบสร้างเม็ดเลือด เช่นโรคโลหิตจาง โรคลูคิเมีย



เอนไซม์กับโรคเบาหวาน
โรคเบาหวานแบ่งได้เป็นสองชนิด คือ ตับอ่อนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้ และตับอ่อนสร้างอินซูลินมากเกินไป ซึ่งอินซูลินคือฮอร์โมนที่สร้างมาจากตับอ่อน  ทำหน้าที่เปลี่ยนน้ำตาลเป็นกลูโคสและเปลี่ยนเป็นไกลโคเจน  และถ้าร่างกายมีไกลโคเจนมาก  ก็จะเปลี่ยนเป็นไขมัน ปกติร่างกายคนเราสามารถย่อยอาหารจำพวกแป้ง ข้าว น้ำตาลได้ แต่เมื่อใดก็ตาม ที่อาหารพวกนี้โดนความร้อน เอนไซม์ในอาหารจะถูกทำลายทันที เมื่อไม่มีเอนไซม์ อาหารก็ย่อยยาก ย่อยยากก็สะสมมาก เมื่อสะสมน้ำตาลในเส้นเลือดมาก ร่างกายก็หลั่งอินซูลินมาก เมื่ออินซูลินมีมาก ก็นำน้ำตาลไปเก็บได้มากซึ่งจะทำให้ร่างกายขาดน้ำตาล  เมื่อขาดน้ำตาลเราก็จะเพลีย เราจะกินเพิ่ม เช่น การกินจุกจิก เป็นวัฏจักรอย่างนี้ตลอดไป ตับอ่อนก็จะทำงานหนักตลอดไป จนวันหนึ่งตับอ่อนก็จะหมดสภาพ ไม่สามารถทำงานได้
เอนไซม์ : จะช่วยย่อยอาหารที่เรากิน โดยเฉพาะเอนไซม์ไลเปสจะช่วยย่อยไขมันในเส้นเลือดซึ่งเป็นตัวที่ ย่อยยากที่สุดในร่างกายเรา ทำให้ตับอ่อนไม่เกิดอาการบวมเพราะทำงานหนักและทำให้ตับอ่อนได้พ ักผ่อนอย่างเต็มที่  จนมันสามารถทำงานได้อย่างปกติได้อีกครั้ง

เอนไซม์กับมะเร็ง
อวัยวะของเรา ประกอบด้วยเซลล์ ซึ่งเป็นหน่วยย่อยที่สุดของชีวิตจำนวนมากมาย เซลล์เหล่านี้เมื่อถึงอายุขัยก็จะถูกทำลายลง ในขณะที่จะมีการสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทนด้วย ขบวนการแบ่งตัวของเซลล์ถูกควบคุมให้เป็นระเบียบด้วยหน่วยทางพัน ธุกรรมในเซลล์เอง และระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ที่มีหน้าที่จัดการกับสิ่งแปลกปลอม หรือพวกเซลล์ไม่พึงประสงค์ทั้งหลาย แต่หากขบวนการธรรมชาติเหล่านี้ถูกรบกวน ระบบควบคุ้มป้องกันเอียงเสียศูนย์ไปเมื่อไหร่เมื่อนั้นก็อาจจะโ ดนโรคมะเร็งถามหา
เนื่องจากเซลล์มะเร็งที่อยู่ในร่างกายเรา จะถูกปกคลุมไปด้วยเยื่อหุ้มจำพวกโปรตีนทำให้ร่างกาย เข้าใจว่าเซลล์มะเร็งเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเรา ระบบภูมิคุ้มกันจึงไม่สามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้ ดังนั้น เมื่อไม่สามารถแยกได้ระหว่างเซลล์ดีกับเซลล์ไม่ดี ทางการแพทย์เมื่อต้องการทำลายเซลล์มะเร็ง จึงต้องทำลายทั้งเซลล์ดีและเซลล์ไม่ดี ทำให้ร่างกายอ่อนแออย่างมาก
เอนไซม์ : ท่านที่มีเชื้ออยู่เมื่อรับประทานเอนไซม์เข้าไปแล้วเอนไซม์จะเข ้าไปทำลายเยื่อหุ้ม จำพวกโปรตีนที่ปกคลุมเซลล์มะเร็ง เมื่อเซลล์มะเร็งไม่มีอะไรปกคลุมมันร่างกายก็จะเจอและส่งเม็ดเล ือดขาวไปทำลายเซลล์มะเร็งได้ นอกจากนี้เอนไซม์ยังช่วยล้างสารพิษในร่างกายฟื้นฟูระบบย่อยอาหา ร ระบบขับถ่าย ที่สำคัญช่วยให้ระบบไหลเวียนของเลือดดีขึ้นและยังสามารถกำจัดเซ ลล์มะเร็งและซ่อมแซมเซลล์ที่ถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระได้อีกด้วย

เอนไซม์กับโรคนิ่ว
นิ่วนั้นเกิดจากการตกผลึกของหินปูนแคลเซี่ยมหรือโคเลสเตอรอล สาเหตุนั้นเกิดจากความไม่สมดุลของระบบในร่างกายหรือบางทีอาจเกิ ดจากการติดเชื้อ ซึ่งการตกผลึกของสารเหล่านี้อาจเกิดขึ้นเพียงก้อนเดียว หรืออาจเป็นหลายก้อนเล็กๆ หลายๆก้อนก็ได้ ส่วนมากเกิดในคนที่มีโคเลสเตอรอลสูง ผู้ป่วยเบาหวาน หญิงที่มีบุตรแล้ว ผู้ที่เป็นทาลัสซีเมีย โรคโลหิตจาง ในปัจจุบันไม่มียาที่กินแล้วหายจากโรคนี้ได้ทันที ต้องกินยารักษาไปตลอดชีวิตซึ่งยานั้นก็มีราคาแพงมาก
เอนไซม์: มีหน้าที่หลักในการย่อยแล้ว เอนไซม์จะไปย่อยพวกหินปูน แคลเซี่ยมและโคเลสเตอรอลให้หลุดออกจากส่วนที่มันไปอุดตัน และยังช่วยนำพาของเหล่านี้ออกจากร่างกายได้โดยการขับถ่ายปัสสาว ะ และทางผิวหนังได้อีกด้วย

เอนไซม์กับโรคเอดส์
เอดส์เกิดจากเชื้อไวรัสเป็นเชื้อโรคอีกชนิดหนึ่ง ที่อาศัยเศษโปรตีนมาหุ้มตัวมันไว้ทำให้ร่างกายตรวจไม่พบ จึงไม่สามารถทำลายมันได้ ดร.จอห์น ไกเซอร์(จากสมาคมแพทย์อเมริกา) เขียนรายงานไว้ว่า ได้ใช้เอนไซม์กับผู้ป่วยเอดส์ โดยมีเอนไซม์โปรตีเอสเป็นตัวหลัก พิสูจน์ได้ว่าได้ผลดีในการกำจัดเชื้อไวรัสเอดส์ และทำให้ภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยฟื้นฟู โดยสามารถหยุดการแบ่งตัวของไวรัสได้ถึงร้อยละ 99 เลยทีเดียว ยาที่มีเอนไซม์เป็นส่วนประกอบหลักตัวนี้ชื่อ ABT-583 ได้ให้ผลการรักษาดีกว่ายา AZT ซึ่งเป็นยาที่ดีที่สุดในปัจจุบันถึง 10 เท่า โดยดูจากการหยุดแบ่งตัวของไวรัสเป็นตัววัด
เอนไซม์: ประกอบไปด้วยเอนไซม์มากกว่า 370 ชนิด จึงสามารถย่อยเศษโปรตีนที่หุ้มไวรัสเอดส์ได้ และเมื่อไม่มีกำแพงกั้นภูมิคุ้มกันของร่างกายก็สามารถทำลายเชื้ อ เอช ไอ วี ได้



เอนไซม์กับโรคภูมิแพ้
โรคภูมิแพ้ เกิดจากเอนไซม์ในร่างกายมีระดับต่ำเกินไป แบ่งได้เป็น 2 ชนิด คือ ชนิดแรก เมื่อมีเอนไซม์ต่ำ การย่อยอาหารจึงไม่สมบูรณ์เมื่อการย่อยไม่สมบูรณ์ก็เกิดสารอาหา รที่มีโมเลกุลใหญ่กว่าปกติและมีสารพิษตกค้าง โดยสารอาหารที่มีโมเลกุลใหญ่กว่าปกตินั้นร่างกายจะไม่รู้จักและ จะทำการกำจัดทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ตัวเองขึ้น ส่วนสารพิษที่ตกค้างเมื่อไม่มีเอนไซม์กำจัดมันก็จะถูกส่งออกจาก ร่างกายทางผิวหนังทำให้เป็นผื่นคัน บางทีก็ถูกส่งไปในเยื่อหุ้มเซลล์ของจมูกทำให้เกิดการจามการคัดจ มูกแต่ถ้ามันถูกส่งไปที่เยื่อหุ้มเซลล์ของคอก็จะเกิดการคันระคา ยเคืองคอ ซึ่งอาการเหล่านี้ก็คือโรคภูมิแพ้นี่เอง ชนิดที่สอง เนื่องจากร่างกายต้องนำอาหารที่เรากินไปสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ ร่างกาย เมื่อเรามีเอนไซม์ต่ำร่างกายก็ไม่สามารถนำอาหารที่เรากินไปสร้า งภูมิคุ้มกันได้ ทำให้เรามีภูมิคุ้มกันต่ำ เมื่อเจอฝุ่นละอองควันอากาศเปลี่ยนแปลงก็ทำให้ป่วยได้ง่าย
เอนไซม์: เอนไซม์เสริม ช่วยให้อาหารย่อยได้สมบูรณ์ เมื่อการย่อยอาหารสมบูรณ์ก็จะไม่เกิดสารอาหารโมเลกุลใหญ่ที่ร่า งกายคิดว่าเป็นสิ่งแปลกปลอม และยังมีเอนไซม์บางชนิดเรียกว่าเอนไซม์ขับไล่ จะทำหน้าที่จับสิ่งแปลกปลอมสารพิษและเปลี่ยนให้อยู่ในรูปที่กำจ ัดทิ้งได้ทำให้ไม่มีสารพิษส่งไปตามส่วนต่างๆของร่างกายทำให้เรา ไม่เกิดอาการแพ้




เอนไซม์กับโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต
เกิดจากการที่ร่างกายของเรา มีสิ่งแปลกปลอมมาเกาะระบบเส้นประสาทและเส้นเลือด ทำให้ปลายมือ ปลายเท้าชา สมองวิงเวียนเพราะระบบโลหิตไหลเวียนไม่สะดวก และถ้านานวันเข้ามันก็จะเกาะจนทำให้ระบบต่างๆ อุดตันก็จะเกิดอาการอัมพาตอย่างที่เราเป็นกัน ถ้าสิ่งแปลกปลอมเป็นจำพวกไขมัน โคเลสเตอรอล เศษโปรตีนฯ สิ่งเหล่านี้ร่างกายสามารถย่อยสลายเองได้ ท่านจึงเห็นได้ว่า บางคนเป็นอัมพาตแล้วสามารถหายเองได้ แต่ถ้าสิ่งอุดตันเป็นจำพวกโลหะหนัก สารตะกั่วหรือสารเคมีต่างๆ สิ่งเหล่านี้ต้องกำจัดโดยการย่อยสลายด้วยเอนไซม์เท่านั้น
เอนไซม์: เราจะสามารถหายจากโรคเหล่านี้ได้ เพียงแต่ระยะเวลาอาจต่างกัน เหมือนท่อน้ำที่มีพลาสติกผูกปลาย น้ำก็ไม่ไหล หรือมีดินอุดตันทั้งท่อน้ำก็ไม่ไหลเหมือนกัน เปรียบดังคนที่มีสิ่งแปลกปลอมอุดตันระบบประสาท ถ้าอุดตันแค่ตรงปลายก็อาจจะหายได้ในเร็ววัน แต่ถ้ามันอุดตันทั้งเส้น ก็อาจต้องใช้ความอดทนในการรอคอยสักระยะหนึ่ง จึงจะหายเป็นปกติได้



เอนไซม์กับอาการท้องผูกเรื้อรัง
อาหารที่เรากินแล้วไม่ย่อยจะตกค้างในลำใส้ใหญ่ เมื่อเกิน 6 ชั่วโมงอาหารที่ไม่ย่อยนี้จะเริ่มบูดเน่าคายสารพิษออกมา เส้นเลือดฝอยในลำไส้ใหญ่ก็จะดูดซึมเข้าระบบภายในร่างกาย ทำให้สารพิษถูกพาไปทุกแห่งทุกอวัยวะในร่างกาย และถ้ากากอาหารที่บูดเน่าอยู่นาน หรือเรื้อรังจะเกิดหลอดเลือดฝอยในลำไส้ใหญ่ตอนปลายทำให้เลือดไห ลเวียนไม่สะดวก คั่งอยู่และบวมจนก่อให้เกิดอาการริดสีดวงทวาร อาจส่งผลทำให้เกิดมะเร็งลำไส้อีกด้วย
เอนไซม์ : จะช่วยล้างสารพิษในร่างกาย และช่วยฟื้นฟูระบบย่อยอาหาร ระบบขับถ่ายให้กลับสู่สภาวะปกติ ที่สำคัญช่วยให้ระบบไหลเวียนของเลือดดียิ่งขึ้น



เอนไซม์บำบัด กับ โรคข้อเข่าเสื่อม
ในปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมให้หายได้ จุดมุ่งหมายในการรักษาทุกวิธีก็คือ ลดอาการปวด ทำให้เคลื่อนไหวข้อได้ดีขึ้น ป้องกันหรือแก้ไขการผิดรูปร่างของข้อ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถดำเนินชีวิตประจำวันหรือทำงานได้เป็นปกติ การกินยาแก้ปวดหรือการผ่าตัด ถือว่าเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ ถ้าผู้ป่วยยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการดำเนินชีวิตประจ ำวัน และไม่บริหารข้อเข่าผลการรักษาก็จะไม่ดีเท่าที่ควร
เอนไซม์ : จะช่วยสร้างระบบกล้ามเนื้อให้กลับมาแข็งแรงและลดอาการปวดต่างๆท ี่เกิดขึ้นโดยไม่ต้องผ่าตัด

เอนไซม์กับความดันโลหิตสูง
เปรียบเหมือนสายยางรดน้ำต้นไม้ มีน้ำไหลเป็นจังหวะ การปิดเปิดของก๊อกเมื่อเปิดน้ำเต็มที่น้ำไหลผ่านสายยาง ย่อมทำให้เกิดแรงดันน้ำขึ้นในสายยางนั้น และเมื่อปิดหรือหรี่ก๊อก น้ำไหลน้อยลง แรงดันในสายยางก็ลดลงด้วย ระบบหัวใจและหลอดเลือดก็เป็นระบบไหลเวียนของเลือดทั่วร่างกาย เลือดไหลแรงดี ความดันก็ดี หากหัวใจบีบตัวไม่ดี เลือดไหลอ่อน ความดันก็ลดลง นอกจากนั้นแล้วความดันในหลอดเลือดยังขึ้นกับสภาพของหลอดเลือดด้ วย หากหลอดเลือดมีความยืดหยุ่นดี จะปรับความดันได้ดี ไม่ให้สูงเกินไป แต่หากหลอดเลือดเสียความยืดหยุ่น หรือแข็งตัวก็จะทำให้ความดันเปลี่ยนแปลงไปด้วย
เอนไซม์ : จะช่วยฟื้นฟูการทำงานของระบบหัวใจ ระบบหลอดเลือดให้กลับสู่สภาวะปกติ และปรับความสมดุลภายในร่างกาย

เอนไซม์กับโรคสะเก็ดเงิน
เป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรัง ที่พบบ่อยชนิดหนึ่งเกิดจากหลายปัจจัยประกอบกัน ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคหรือสารเคมีที่เป็นพิษต่อผิวหนังโดยตรงแต ่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลงานพันธุกรรม หรือยีนที่ผิดปกติหลายชนิดร่วมกับปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมทั้งภายใ นและภายนอกร่างกายที่ไม่เหมาะสมมากระตุ้นให้โรคปรากฏขึ้นอาการผ ื่นผิวหนังเป็นได้หลายรูปแบบ ที่พบบ่อยคือผิวหนังอักเสบเป็นปื้นแดงลอกเป็นขุย เป็นๆหายๆ ผู้ป่วยบางรายเป็นเฉียบพลันแล้วผื่นก็หายไปบางรายเป็นผื่นผิวหน ังอักเสบเรื้อรังความผิดปกติอื่นๆที่อาจพบได้คือความผิดปกติที่ เล็บข้ออักเสบเป็นต้นผู้ป่วยอาจมีอาการผิดปกติของเล็บหรือปวดข้ อนำมาก่อนหรือเกิดขึ้นพร้อมๆกับอาการผื่นผิวหนังอักเสบเป็นต้น
เอนไซม์ : จะช่วยฟื้นฟูและบำบัดผิวหนังที่มีอาการอักเสบให้กลับสู่ภาวะปกต ิ

เอนไซม์กับโคเลสเตอรอล(สาเหตุสำคัญของโรคหัวใจขาดเลือด)
โดยทั่วไปเมื่อคนเราอายุมากขึ้น ผนังของหลอดเลือดแดงจะแข็งตัวขึ้น ทำให้ขาดความยืดหยุ่น ถ้ามีแผ่นคราบไขมัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโคเลสเตอรอล มาเกาะติดที่ผนังด้านใน จะทำให้หลอดเลือดแดงตีบแคบลง เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง เมื่อเป็นมากขึ้น เลือดจะไหลผ่านไม่ดี เกิดเป็นก้อนอุดตันได้ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือด จากการศึกษาในประชากรทั่วโลก พบว่า ผู้ใหญ่ที่มีระดับโคเลสเตอรอลในเลือด สูงเกินกว่า 260 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร จะมีอุบัติการณ์ของโรคหัวใจขาดเลือด สูงกว่าคนที่มีระดับโคเลสเตอรอลในเลือด น้อยกว่า 220 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ประมาณ 3-5 เท่า

เอนไซม์ : จะช่วยฟื้นฟูการทำงานของระบบเลือด ระบบหลอดเลือด ลดความข้นเหนียวของเลือด ให้กลับสูสภาวะปกติ และปรับความสมดุลภายในร่างกาย ที่สำคัญช่วยลดอัตราความเสี่ยงสำหรับการเกิดโรคหัวใจได้

เอนไซม์กับโรคตับ
ความจริงคำว่าโรคตับมีความหมายค่อนข้างกว้าง อาจจะหมายถึงผู้ที่เป็นพาหะของโรคตับอักเสบบี ซึ่งสภาพตับโดยทั่วไปแล้ว ไม่ได้แตกต่างจากคนปกติทั่วไปเท่าไรนัก ไปจนถึงผู้ที่เป็นโรคตับแข็ง ซึ่งอาจจะมีอาการดีซ่าน บวม หรือท้องมานก็ได้ ซึ่งหมายถึงมีการเสื่อมสภาพของตับไปมาก สำหรับผู้ป่วยที่เป็นตับแข็ง คงต้องการ การดูแลเป็นพิเศษ เนื่องจากยาหลายชนิดต้องถูกกำจัดโดยผ่านตับ การที่ตับมีการทำงานบกพร่องเนื่องจากโรคต่าง ๆ เช่น ตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง อาจทำให้มีการสะสมของยามากจนเกิดโทษ ผู้ที่เป็นโรคตับแข็งไม่ควรรับประทานยาลดไข้พวก เกินกว่าวันละ 1500 mg หรือทานติดต่อกันนานเกิน 3 วัน อย่างไรก็ตามในผู้ที่เป็นตับอักเสบเล็กน้อย หรือพาหะของตับอักเสบบี สามารถทาน paracetamolได้ ในขนาดปกติ สำหรับยาแก้ปวดนั้นผู้ที่เป็นตับแข็งควรหลีกเลี่ยงยาแก้ปวด พวกที่เป็นแอสไพรินทั้งหลาย เนื่องจากยากลุ่มนี้มีผลทำให้เลือดที่ไปเลี้ยงไตลดลงจนอาจทำให้ มีการเสื่อม หน้าที่ของไต หรือไตวายได้ ควรหลีกเลี่ยงไปใช้ยาแก้ปวดกลุ่มอื่นแทน

เอ็นไซม์ : จะช่วยล้างสารพิษในร่างกาย และช่วยฟื้นฟูระบบย่อยอาหาร ระบบขับถ่ายให้กลับสู่ภาวะปกติ ที่สำคัญช่วยให้ระบบไหลเวียนของระบบเลือด ทำงานดียิ่งขึ้น

เอนไซม์กับโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ
โรคคอพอกเป็นพิษ ต่อมไทรอยด์ ซึ่งอยู่ที่ลำคอด้านหน้า ต่ำกว่าลูกกระเดือกเล็กน้อย ทำหน้าที่สร้างและหลั่ง ฮอร์โมนไธรอยด์ออกสู่กระแสเลือด เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายทำงานเป็นปกติ โดยเฉพาะหัวใจและประสาท โรคคอพอกเป็นพิษ เป็นการเสียสมดุลของฮอร์โมนไธรอยด์ โดยไม่ทราบสาเหตุและไม่เกี่ยวข้องกับอาหารทะเล แต่มีปัจจัยบางอย่างที่เกี่ยวข้อง คือ ระบบประสาทถูกฮอร์โมนไทรอยด์กระตุ้นมากขึ้น ทำให้อวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย ถูกกระตุ้นให้ทำงานผิดปกติได้เช่นเดียวกัน มือสั่น ตกใจง่าย ลำไส้ถูกกระตุ้น ทำให้ถ่ายอุจจาระวันละหลายๆ ครั้ง กล้ามเนื้อบริเวณต้นแขนและขามักอ่อนแรง บางครั้งเมื่อนั่งยองๆ ก็ลุกไม่ไหว ประจำเดือนอาจมาน้อย หรือห่างออกไป นัยน์ตาอาจโตโปนถลน หรือหนังตาบนหดรั้งขึ้นไป ทำให้เห็นตาขาวข้างบนชัดดูคล้ายคนดุ

เอนไซม์ : จะช่วยฟื้นฟูการทำงานของระบบต่อมไร้ท่อ ให้กลับสู่สภาวะปกติ

วิธีการใช้เอนไซม์
เอนไซม์ต้องดื่มขณะท้องว่าง การกินเอนไซม์เป็นอาหารเสริม เพื่อให้ทำลายโมเลกุลโปรตีนที่แปลกปลอมเข้ามาในเลือด ต้องดื่มเวลาท้องว่างคือ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง ก่อนอาหาร หรือ 2 ชั่วโมง หลังอาหาร เอนไซม์จะซึมเข้ากระแสเลือดได้ภายใน 5 นาที มิฉะนั้นจะหมดเปลืองไปจากการทำหน้าที่ย่อยอาหารเสียก่อน ถ้ากรณีมีอาหารอยู่ในกระเพาะจนไม่เข้ากระแสเลือดตามต้องการการด ื่มเอนไซม์เสริม จะเลือกวิธีใดแล้วแต่จุดประสงค์ของการใช้ จะดื่มเอนไซม์เสริมขนาดเท่าใด เมื่อไร ขึ้นอยู่กับสภาวะความรู้สึกไม่ค่อยสบายของท่าน ทางการแพทย์ถือว่า “ “คนสองคนไม่เหมือนกัน”” ถึงแม้จะทำโคลนนิ่งก็ตามการบกพร่องของเอนไซม์แต่ละคนไม่เท่ากัน ขนาดของเอนไซม์ที่จะใช้เป็นอาหารเสริมจึงไม่สามารถกำหนดให้เป็น ตัวเลขที่ตายตัวได้โดยความเห็นของเภสัชกร จะกำหนดให้ดื่ม ครั้งละ 1-2 ซอง วันละ 3 ครั้ง จึงต้องสังเกตด้วยตัวท่านเองว่าดื่มเท่าใด จะเหมาะสมกับตนเอง อาการดีขึ้นหรืออาจลดขนาดลง และทุกครั้งที่ดื่มเอนไซม์ ต้องดื่มน้ำตามอย่างน้อย 1 แก้ว
เนื่องจากเอนไซม์รวมจากธรรมชาติ มีพลังการทำงานหลากหลาย การใช้เอนไซม์ชนิดเดียวกัน ก่อนหรือหลังอาหาร จะให้ผลการใช้ที่แตกต่างกัน ดังนั้นผู้ใช้ควรทำความเข้าใจพื้นฐานของการใช้เอนไซม์สำหรับผู้ ที่ต้องการใช้เอนไซม์เพื่อแก้ปัญหาในระบบการย่อย และดูดซึมอาหาร เช่น ท้องอืด ท้องผูก โรคกระเพาะ โรคลำไส้ ควรดื่มเอนไซม์หลังอาหาร 30 นาที วันละ 2-4 ครั้ง

วิธีดื่มเอนไซม์
นำผงเอนไซม์ 1-2 ซอง ผสมกับน้ำอุ่น 1 แก้ว (250 CC.) แล้วดื่มให้หมดภายใน 30 นาทีเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด ควรผสมกับน้ำอุ่นที่อุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส

วิธีการใช้เอนไซม์
1. ถ้าต้องการใช้เอนไซม์ช่วยย่อยอาหารทันที
          ชงเอนไซม์ 1-2 ช้อน ในน้ำอุ่น รับประทานก่อนอาหารทันที
2. ถ้าต้องการใช้เอนไซม์เพื่อฟื้นฟูสุขภาพและดูแลโรคเสื่อมต่างๆ
         ชงเอนไซม์ 1-2 ช้อนในน้ำอุ่น    รับประทานก่อนอาหาร ½ ช.ม.- 1 ช.ม. หรือตอนท้องว่างวันละ 4 เวลา

อาการตอบรับจากการใช้เอนไซม์
หลังจากกินเอนไซม์แล้วจะเกิดอาการต่าง ๆ ปรากฏตามร่างกายหรือจะปวดบางแห่งภายในร่างกาย  นั่นเป็นเพราะเอนไซม์กับออกซิเจนเข้าไปทำปฏิกิริยาตามจุดที่เป็ นโรค  มีเชื้อโรค  มีอาการอักเสบ  และมีสารพิษในร่างกาย  ทำให้อวัยวะส่วนที่เคยหยุดทำงานให้กลับฟื้นคืนทำงานได้ตามปกติ เช่น  สิ่งสกปรกค้างในลำไส้มาช้านาน  เริ่มมีการขับถ่ายจะเกิดอาการปวดท้อง  เป็นต้น  หรือสารพิษในร่างกายเกิดการเคลื่อนย้ายก็มีอาการปวดเกิดขึ้นเช่ นกัน  เช่น  โรคไขข้อ  โรคเก๊าท์  อัมพฤก อัมพาต  เป็นต้น  เป็นที่น่ายินดีกับท่านที่มีอาการเช่นนี้  เพราะแสดงว่า เอนไซม์สามารถช่วยบำบัดอาการต่าง ๆ ของโรคได้ตรงที่ตรงจุด และสามารถหายได้เป็นปกติเหมือนเดิม บางคนตื่นตกใจ คิดว่า  โรคภัยไข้เจ็บกำเริบขึ้น หรือเป็นผลข้างเคียงจากการทานเอนไซม์ อันที่จริงการเกิดอาการเช่นนี้ใช่ว่าจะเกิดกับทุกคนที่ดื่มเอนไ ซม์  ผู้ที่ร่างกายแข็งแรงจะเกิดอาการนี้ไม่มากนัก  สำหรับผู้ที่ร่างกายไม่สมบูรณ์มีโรคภัยไข้เจ็บมาก ๆ เนื่องจากเซลล์ในร่างกายตายไปแล้วไม่สามารถตอบสนองการสร้างเซลล ์ใหม่ ก็จะไม่มีอาการต่าง ๆ ตามร่างกายมากนัก ส่วนผู้ที่กินแล้วเกิดอาการต่าง ๆ ตามร่างกายที่เด่นชัด คือ ผู้ป่วยที่มีร่างกายกึ่งสมบูรณ์  ที่สามารถตอบรับการสร้างเซลล์ใหม่แทนเซลล์เก่าได้ น่ายินดีที่ผู้ป่วยที่มีโอกาสฟื้นฟูร่างกายจากโรคภัยไข้เจ็บต่า ง ๆ ได้
 
ตัวอย่างอาการตอบรับที่อาจแสดงออกมาตามโรค
ปัญหาสุขภาพ
อาการตอบรับที่อาจแสดงออก
ผู้มีกรดยูริกมาก
ง่วงนอน  คอแห้ง  ลิ้นแห้ง  กลางคืนจะปัสสาวะมาก และผายลมบ่อย
ความดันโลหิตสูง
ปวดศรีษะ  ความดันจะสูงขึ้น  บางครั้งอาเจียน
โลหิตจาง
ร้อนบริเวณหน้าอก  ไม่เจริญอาหาร
กระเพาะเป็นแผล
จุดที่กระเพาะเจ็บจะมีอาการเจ็บมากขึ้น มีกลิ่นปาก มีอาการคล้ายโรคบิด
โรคลำไส้
มีอาการคล้ายโรคบิด
โรคหัวใจ
หายใจถี่ ไม่สม่ำเสมอ อารมณ์หงุดหงิด  ปวดศรีษะ
โรคปอด
บ้วนเสมหะ  มีอาการเหมือนโรคหืด  ไอ ปวดนิดๆ
โรคไต
เจ็บไต  ปัสสาวะเพิ่มและเปลี่ยนสี  อ่อนเพลีย  คันตามตัว  ขาบวม
โรคไซนัส
น้ำมูกจะมากขึ้น
โรคเบาหวาน
ตัวบวม  คันตามตัว  ปากแห้ง น้ำตาลลด-เพิ่ม สายตามัว
โรคผิวหนัง
มีอาการผดผื่น คัน
โรคริดสีดวงทวาร
ขับถ่ายมีเลือดเพิ่ม
ปวดศรีษะซีกเดียว
ประสาทดีขึ้น เวลาหลับจะหลับสนิท
โรคตับ
ระบายลมที่ข้างในหน้าอก  วิงเวียนศรีษะ  อาเจียน  ออกเหลืองทั่วตัวคล้ายดีซ่าน คันทั้งตัวคล้ายอีสุกอีใส  กระหายน้ำ  อ่อนระโหยโรยแรง อุจจาระมีเลือด  ท้องผูก
ไมเกรน
มีอาการปวดศรีษะติดต่อกันหลายวัน
ต่อมไทรอยด์อักเสบ
คันตามตัว  ตัวบวม  ปวดเมื่อย
ความดันต่ำ
รูจมูก โพรงปาก มีเลือดไหลซึม ๆ
โรคเก๊าท์
โรคไขข้อ บริเวณที่อักเสบจะปวดเมื่อยมากขึ้น
โรคลมตะกัง
มีอาการปวดศรีษะติดต่อกันหลายวัน
โลหิตหมุนเวียนไม่สะดวก
ปวดเมื่อยทั้งตัว  เหน็ดเหนื่อย เกียจคร้าน
ประจำเดือนมาไม่ปกติ
คันตามช่องคลอด  ประจำเดือนอาจติดออกมาเป็นก้อน (เป็นการระบายของเสีย) ประจำเดือนมามาก อาจมาก่อน-หลังกำหนด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการขับถ่ายของเสียเป็นตัวกำหนด
ประสาทอ่อน
กลางคืนนอนไม่หลับ เช้าปกติ ไม่ง่วงนอน

อาการตอบรับหลังจากการดื่มเอนไซม์  อาจเกิดขึ้นได้ภายใน 1 วันจนถึงภายใน 1 – 2 เดือน ระยะเวลาที่มีอาการ และความรุนแรงของอาการที่เกิดขึ้น ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์แข็งแรงของแต่ละบุคคล  เช่น คนคนเดียว อาจเกิดอาการหลายครั้ง และอาจไม่เรียงลำดับตามข้างต้น ถ้าทนไม่ไหว ควรลดปริมาณการทานเอนไซม์ลงเหลือครึ่งหนึ่งในแต่ละครั้ง และดื่มน้ำอุ่นตามมาก ๆ อาการตอบรับที่เกิดขึ้น แสดงว่าร่างกายกำลังได้รับการฟื้นฟู  เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อในการดูแลสุขภาพ  อย่าหยุดใช้เอนไซม์ในช่วงนี้อย่างเด็ดขาด  มิฉะนั้นการดูแลสุขภาพจะเป็นแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ ซึ่งจะไม่เกิดประสิทธิผลอะไรเลย เมื่อร่างกายได้ผ่านพ้นจากช่วงปฏิกิริยาตอบรับการบำบัดแล้วนั้น หมายถึงร่างกายท่านได้เริ่มฟื้นฟู คืนสู่สุขภาพปกติแข็งแรงอีกครั้งหนึ่ง  สารพิษและเซลล์ผิดปกติส่วนใหญ่ได้รับการขับออก  ร่างกายมีอาการดีขึ้นมาก มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ เบิกบาน เปล่งปลั่ง อารมณ์ดี อย่างไรก็ตามหลังจากที่ร่างกายกลับสู่สภาวะที่ดีแล้ว  ก็ควรดื่มเอนไซม์ต่อไปเรื่อย ๆ  อาจลดปริมาณการใช้ลงเหลือ 1-2 ครั้งต่อวันควบคู่กันกับการควบคุมด้านโภชนาการ เพื่อรักษาสภาวะสมดุลของระดับเอนไซม์ในร่างกาย และขจัดสารพิษที่ยังค้างอยู่ให้ออกไป ซึ่งเป็นการดูแลสุขภาพในเชิงรุกแบบบูรณาการ

ตัวอย่างการทำงานของเอนไซม์
การกินไข่ขาวดิบๆ จะมีสารชื่อ อไวดิน (Avidin) เป็นตัวห้ามการทำงานของเอนไซม์ (Enzyme inhibitor) โดยจะเข้าไปเบียดและแซงโคเอนไซม์ (Coenzyme) ซึ่งเป็นวิตามินบี (ไบโอติน– Biotin) ทำให้ไม่สามารถจับกับเอนไซม์คู่ของมันได้ตามปกติ ผลก็คือ เกิดขาดวิตามินบีได้ ไข่ขาวดิบๆ จึงไม่ควรกินเป็นประจำ การลวกไข่จะทำให้อไวดินถูกทำลายด้วยความร้อนจึงปลอดภัยในการบริ โภค
การทำงานหนัก การออกกำลังกายมากเกินไปการออกกำลังกายระบบการเผาผลาญอาหารต้อง ทำงานเพิ่มขึ้น ถ้าแข่งกีฬาซึ่งต้องเอาแพ้เอาชนะกัน ยิ่งต้องใช้พลังงานสูงมาก ย่อมหมดเปลืองเอนไซม์ โลกมนุษย์ในยุคสารเคมีใช้กันอย่างฟุ่มเฟือย หลังจาก ค.ศ. 1930 เป็นต้นมา ได้มีการใช้สารเคมีเพื่อการอุตสาหกรรม การปฏิวัติทางการเกษตรกรรม และการเร่งผลผลิต เพิ่มขึ้น ทั้งพืชและสัตว์จึงได้รับสารเคมีต่างๆ เข้ามาสะสมในตัวตั้งแต่ลืมตาดูโลก มนุษย์ได้สารเคมีปนเปื้อนผ่านมาทางวงจรอาหาร ทำให้เอนไซม์ในอาหารและในตัวคนเสื่อมคุณภาพ เกิดการขาดแคลนเอนไซม์ขึ้น  พวกเราทุกคนกำลังอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยมลพิษ (Polluted World) เอนไซม์ในร่างกายจึงขาดแคลน ปัญหาจะมีมากถ้าเป็นเด็กเล็กๆ ซึ่งสมองกำลังพัฒนามนุษย์สมัยใหม่มีรสนิยมในการกินของที่ผ่านกา รหุงต้ม (Cooked Food) มากกว่าอาหารดิบ (Raw Food)คนส่วนใหญ่พอใจที่จะกินอาหารที่ปรุงแต่ง อาหารที่อาบรังสี อาหารที่ใช้วิธีปิ้ง ย่าง มากกว่าอาหารดิบ เพราะชอบในความปลอดภัยจากเชื้อจุลินทรีย์ การที่เราปิ้งหรือย่างเนื้อสัตว์ทำให้เราสูญเสียเอนไซม์ในอาหาร และยิ่งถ้ามีอายุมากขึ้นเอนไซม์ในตัวเราก็ลดต่ำลง การย่อยโปรตีนจึงมีอุปสรรค ไม่ได้สารอาหารกรดอะมิโน (Amino Acid) ร่างกายจะขาดกรดอะมิโน ซึ่งจะนำมาใช้ในการผลิตเอนไซม์ของร่างกาย ดังนั้นผู้ที่อายุเกิน 40 ปีขึ้นไป การใช้เอนไซม์เสริมจึงจะสร้างความมั่นใจว่าจะไม่ขาดเอนไซม์

ข้อควรระวัง ห้ามใส่น้ำร้อนจัดในเอนไซม์ เพราะทำให้เอนไซม์เสื่อม
อาหารที่ควรยกเว้น อาหารเค็ม รสจัด น้ำอัดลมทุกชนิด น้ำส้มสายชู น้ำตาลทรายขาว ผงชูรส ของหมักดอง แอลกอฮอลทุกประเภท บุหรี่ ส่วนในสุภาพสตรีอาหารที่ควรงดเพิ่มเติมอีก คือ เมล็ดพืชทุกชนิด น้ำมะพร้าว และยอดผักอ่อนๆ ทุกอย่างจะเป็นการดี


ราคากระปุกละ  1,500.-  บาท        สมาชิก  750.-  ค่าจัดส่ง  100.-  บาท
ขนาดบรรจุ  250  กรัม
.


Edited by jeena on 10 July 2014 at 12:40pm
Back to Top View jeena's Profile Search for other posts by jeena
 
takecarecream
info
info
Avatar

Joined: 27 March 2008
Posts: 93
Posted: 06 May 2008 at 12:52am | IP 110.169.228.233 Quote takecarecream

VC-1 วีซี-วัน

VC-1 เป็นโปรตีนสกัดเช่นเดียวกับเอนไซม์ แต่ทำให้เข้มข้นกว่า เพื่อบรรจุแคปซูลสำหรับท่านที่ไม่ชอบแบบผงชงน้ำ และสำหรับคนที่เดินทางบ่อย ไม่สะดวกในการชงดื่ม

Q: วีซี-วัน (VC-1) คืออะไร A : วีซี-วัน (VC-1 หรือ Very Concentrate-1) คือ สูตรอาหารเข้มข้นชนิดแคปซูล ที่ผ่านกระบวนการการคัดสรรมาโดยเฉพาะ และผ่านกระบวนการไฮโดรไลซิส (Hydrolysis) เพื่อย่อยสลายสารอาหารชนิดต่างๆ ให้มาอยู่ในรูปที่ร่างกายจะนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที ดังนั้น วีซี-วัน (VC-1) จึงมีคุณสมบัติเป็น Functional Food หรือ อาหารชีวบำบัด ที่จะทำหน้าที่หลักๆ 4 ประการ คือ
1.ให้สารอาหารที่จำเป็นต่อการทำงานโดยฉับพลันของเซลล์หน้าด่าน คือ เซลล์ของระบบย่อยอาหารและการดูดซึม
2.ช่วยส่งเสริมขบวนการรักษาความสมดุลในร่างกาย
3.ขจัดสารพิษและซ่อมแซมสมานคืนส่วนที่สึกหรอในร่างกาย
4.ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับร่างกาย ทำให้ร่างกายแข็งแรง และฟื้นฟูตัวเองได้เร็ว


วิธีรับประทาน 
ครั้งละ 3 แคปซูล ก่อนอาหารเช้า กลางวัน เย็น

ราคา 700 บาท
.



Edited by jeena on 09 June 2014 at 10:26pm
Back to Top View takecarecream's Profile Search for other posts by takecarecream
 
jeena
info
info
Avatar
Jeena Makeup

Joined: 24 April 2007
Posts: 7021
Posted: 28 June 2008 at 12:17pm | IP 124.122.165.219 Quote jeena

เข้าชมสินค้าแบบเต็มๆ  ที่หน้าร้านตามลิ้งค์นี้นะคะ

http://shop.weddingsquare.com/forum/forum_posts.asp?TID=3171 7&PN=1&TPN=1

ชำระสินค้า  เชิญช่องหมายเลข 4  ค่ะ

 1

 2

 3

 4

  5

6

 7

 8

 

ผิวขาว หน้าขาวสุดๆ

วิตามินบำรุงผิวขาว 100% ได้ผล ล้าน% ค่ะ 

 สูตรเร่งขาว 100%

 

 เทคแคร์ครีม

ดูครีมหน้าขาวๆ ทั้งหมดได้ที่นี่ค่ะ คลิกๆ 

  

เทคแคร์ครีม

ซื้อ 15,000.- จ่าย 10,000.- /ลด 50%Nect

 

สั่งซื้อครีม มัดจำแต่งหน้า ชำระเงิน

 

เทคแคร์ครีม

..สปา ผิวขาวใสใน 1 วัน ขาวทันทีที่ใช้..

 

ผลงานแต่งหน้าเจ้าสาว รีวิว สวยๆ

 

 

  ร้านสไปรท์ ตัวแทนจำหน่าย ลาดพร้าว 122

 

Webboard

เว็บบอร์ด
 ฝากคำถามถึงร้าน
คลิกตรงนี้
 
 

โทร  09-242-939-35  ID LINE jeena1
Gold - Pro เลขที่ อย. 10-1-00653-1-0043 

 

โกลด์-โปร อุดมไปด้วยโปนตีนจากพืช สำหรับผู้ที่ต้องการความฟิต เฟิร์ม สมาธิ และความจำ

ถั่วแดง ช่วยการไหลเวียนของเลือด ลดการอักเสบ บวม ขับปัสสาวะ
ถั่วเขียว มีฤทธิ์เย็น แก้กระหาย ขับพิษ บำรุงร่างกาย แก้ร้อนใน 
ถั่วดำ มีโปรตีน และไฟเบอร์สูง มีสารฟลาโวนอยด์ช่วยล้างสารพิษ
ถั่วขาว ช่วยสลายไขมันส่วนเกิน สารฟาซิโอลามีนยับยั้งแป้งไม่ให้เป็นน้ำตาล หากได้รับสารสกัดจาก ถั่วขาวเข้าไปในปริมาณ 500 มิลลิกรัมต่อวันจะ ร่างกายได้รับพลังงานจากแป้งลดน้อยลงอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ซึ่งมีผลทำให้การสะสมของไขมันในร่างกายที่เกิดจากน้ำตาลในแป้งล ดน้อยลง เมื่อร่างกายได้รับพลังงานไม่เพียงพอต่อความต้องการในแต่ละวัน ดังนั้นร่างกายก็จะเผาผลาญไขมันเก่าที่สะสมออกมาใช้มากยิ่งขึ้น ร่วมไปถึงยังลดระดับไตรกรีเซอไรด์ในร่างกายด้วยจึงทำให้น้ำหนัก ลดลงโดยไม่ต้องใช้วิธีอดอาหารหรือกินยาลดความอ้วน


โปรตีนสกัดผ่านกระบวนการไฮโดรไลซิส (Hydrolysis) ให้กรดอะมิโนครบครัน ช่วยฟื้นฟูการทำงานของระบบต่างๆในร่างกาย สร้างภูมิต้านทาน เซลล์กล้ามเนื้อ และกรดอะมิโนยังช่วยเสริมสร้างโกรทฮอร์โมน ระบบประสาทและความจำ


ถ้ารู้ว่าดี ก็บอกต่อ ถ้ารู้ว่าดี ก็อย่ามองข้าม ถ้ารู้ว่าดี ก็ลองดูไหม? 

อย.ฮาลาน สคบ รางวัลเหรียญทองอันดับ 1 ของโลกจากฝรั่งเศษ จาก 93 ประเทศ สินค้าส่งออกกว่า 36 ประเทศ ด้วยนวัตกรรมไฮโดรไลซีส เป็นหนึ่งด้านนวัตกรรมการผลิตและการ
กัดเป็นเอนไซม์ 
-หยุดการหลุดร่วงของเส้นผมได้ถึง 80%  เพิ่มการงอกของเส้นผมได้ถึง  3  เท่า
-ลดริ้วรอย สิว ฝ้า ด้วยคอลลาเจน ธรรมชาติ
-เพิ่มความแข็งแรงให้กับเนื้อเยื่อ ทำให้หน้าอกเต่งตึง ไม่หย่อนคล้อย
-เพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อและเอ็น ลดอาการปวดเมื่อย
-ช่วยเสริมสร้างฮอร์โมนเพศ ทำให้สมรรถภาพทางเพศแข็งแรง
กรดอมิโน Glycine ( ไกลซีน ) ช่วยกระตุ้นการปล่อยออกซิเจน ซึ่งจำเป็นต่อกระบวนการสร้างเซลล์
Alanine ( อลานนีน ) เป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญของเยื่อกล้ามเนื้อ สมองและระบบประสาทส่วนกลาง เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแกร่ง ด้วยการผลิตแอนตี้บอดี้ช่วยในการเผาผลาญน้ำตาลและกรดอินทรีย์
Cystine (ซีสทิน ) มีความจำเป็นต่อการสร้างผิวหนัง โดยช่วยฟื้นฟูจากการถูกเผาไหม้และการผ่าตัด เส้นผมและผิวหนังสามารถผลิตกรดซีสทีนได้ประมาณ 10 - 14%
Valine ( วาลีน ) ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของร่างกาย รักษาสมดุลย์ไนโตรเจนในเลือด
Methionine ( เมธไทโอนิน ) ป้องกันการสะสมของไขมันในตับ ป้องกันโรคซึมเศร้า
Isoleucine ( ไอโซลุซีน ) ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของร่างกาย สนับสนุนการทำงานของระบบประสาท ทำให้หลอดเลือดขยายตัวได้เป็นปกติ ลดภาวะเส้นเลือดตีบตัน ลดการเสี่ยงเส้นเลือดในสมองแตก
Leucine ( ลูซีน ) ช่วยให้ตับทำงานดีขึ้น ทั้งในการขับสารพิษได้ดี
Tyrosine ( ไทโรซีน ) ช่วยส่งผ่านความรู้สึกไปยังสมอง ช่วยแก้ไขอารมย์ซึมเศร้า ช่วยฟื้นฟูความจำ ช่วยกระตุ้นความรู้สึก ช่วยให้ต่อมไทรอยด์ และต่อมอะดรินารีน และต่อมพิทูอิทารี ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Phenylalanine ( ฟีนีลอะลานีน ) เป็นต้นกำเนิดของเม็ดสีเมลานินในเส้นผมและผิวหนัง เป็นสารถ่ายทอดข้อมูลจากสมองสู่ประสาททำให้ความทรงจำและประสาทด ีขึ้น
Histidine ( ฮิสติดิน ) จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเด็ก ช่วยในการทำงานของระบบประสาท 
Lysine ( ไลซีน ) ซึ่งช่วยในการสร้างสายใยคอลลาเจนป้องกันการเกิดริ้วรอยก่อนวัย ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของเส้นผม และเล็บ ช่วยเสริมสร้างภูมิต้นทาน ป้องกันและรักษาโรคเริม
Tryptopran ( ทริปโตเพน ) ช่วยสร้างวิตามินบี 3 สร้างสารสื่อประสาท ต่อต้านโรคซึมเศร้า 
ช่วยเร่งการย่อยของอาหารทำให้ไม่หนักท้อง เมืื่อกินอาหารหนักและย่อยยาก โกลด์โปร จะช่วยย่อยอาหารได้ดี

ขนาด 45 แค็บซูล เอนไซม์ชนิดเม็ด 3 แค็บซูลเทียบเท่ากับแบบผงชงน้ำ 2 ช้อนชา 
วิธีรับประทาน 2 - 3 แค็บซูล ก่อนอาหาร ( ยกเว้นก่อนนอน ) 
ราคา 800.- บาท สามาชิก 450.- บาท ค่าจัดส่ง 100.- บาท

 



Edited by jeena on 11 July 2014 at 5:21pm
Back to Top View jeena's Profile Search for other posts by jeena
 
jeena
info
info
Avatar
Jeena Makeup

Joined: 24 April 2007
Posts: 7021
Posted: 16 February 2014 at 6:17pm | IP 124.122.187.198 Quote jeena

เข้าชมสินค้าเพิ่มเติมได้ที่ช่องหมายเลข 8

 1

 2

 3

 4

  5

6

 7

 8

 

ผิวขาว หน้าขาวสุดๆ

วิตามินบำรุงผิวขาว 100% ได้ผล ล้าน% ค่ะ 

 สูตรเร่งขาว 100%

 

 เทคแคร์ครีม

ดูครีมหน้าขาวๆ ทั้งหมดได้ที่นี่ค่ะ คลิกๆ 

  

เทคแคร์ครีม

ซื้อ 15,000.- จ่าย 10,000.- /ลด 50%Nect

 

สั่งซื้อครีม มัดจำแต่งหน้า ชำระเงิน

 

เทคแคร์ครีม

..สปา ผิวขาวใสใน 1 วัน ขาวทันทีที่ใช้..

 

ผลงานแต่งหน้าเจ้าสาว รีวิว สวยๆ

 

 

  ร้านสไปรท์ ตัวแทนจำหน่าย ลาดพร้าว 122

 

Webboard

เว็บบอร์ด
 ฝากคำถามถึงร้าน
คลิกตรงนี้
 

Gold - Beta G เลขที่ อย. 10-1-00653-1-0061 
ช่วยปรับผิวให้ขาวขึ้นอย่างเห็นได้ชัดใสใน  2  สัปดาห์
 

เบต้ากลูแคนจากยีสต์ดำ (β-Glucan) หรือมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ได้แก่ Aureobasidium คือสารประกอบประเภทน้ำตาลหลายโมเลกุล ชนิดหนึ่ง (Polysaccharide) ซึ่งได้รับจากการเพาะเลี้ยงยีสต์ดำด้วยอาหารที่มีส่วนผสมของซูโ ครส, รำข้าว, วิตามินซี ฯลฯ ผสมกับน้ำที่อุดมด้วย
 
 แร่ธาตุโดยยีสต์ดำจะสร้างใยอาหาร เบต้ากลูแคนขึ้นมาพันรอบๆตัวเอง คำว่ากลูแคนเป็นชื่อเรียกการเรียงตัวของ น้ำตาลกลูโคส โดยมีโครงสร้างการเรียงตัว คือเลข 1,3 เป็นการเรียงตัวของโซ่หลัก ส่วนเลข1,6 คือการเรียงตัวของโซ่ข้าง 



ประสิทธิภาพของเบต้ากลูแคนที่สำคัญ คือ เพิ่มพลังต้านทานโรคในร่างกาย, ฟื้นฟูภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ, ลดระดับคอเลสเตอรอลและน้ำตาลในเลือด และยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ต่า งๆ  ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ  
 
โครงสร้าง “β 1,3-1,6 Glucan” เบต้ากลูแคนจากยีสต์ดำ กำลังเป็นที่นิยมและสนใจในหมู่ผู้รักสุขภาพ และผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ 


ประโยชน์ เบต้ากลูแคนทำหน้าที่เพิ่มพลังให้กับเซลล์ทุกส่วนในร่างกาย โดยเฉพาะสร้างเม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้น และต่อต้านเชื้อโรคต่างๆ
 
เช่นเชื้อไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา (Macrophage) และการกำจัดเซลล์ร้ายต่างๆเช่นเซลล์มะเร็งได้ดีอีกด้วย


เบต้ากลูแคนจากยีสต์ Beta Glucan from Brewers yeast 334 mg. (82.67%)
แคลเซียมแอสคอร์เบต Calciaum Ascorbate 60 mg. (14.85%)


วิธีรับประทาน เพียงวันละ 1 แคปซูล ก่อนนอน  ง่ายๆ  ไม่ต้องทานหลายเวลา 
ไม่ต้องกลัวลืมทานหากท่านมียารักษาอาการต่างๆ  ที่ต้องกินก่อนนอน  ควรทานตัวนี้ก่อน   
 
 
ราคา 1,800- บาท
 
    
 


Edited by jeena on 17 June 2014 at 8:02am
Back to Top View jeena's Profile Search for other posts by jeena
 
jeena
info
info
Avatar
Jeena Makeup

Joined: 24 April 2007
Posts: 7021
Posted: 14 April 2014 at 6:34pm | IP 124.120.145.7 Quote jeena

Oryzanol 48 P & Q10 น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวผสมโคเอ็นไซม์ คิวเท็น แกมม่า 48

เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ซ่อมแซมเซลล์ ลดอัตราเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็ง เสริมสร้างความจำ ลดความเครียด แกมมา ออริซานอล 48 ช่วยลดระดับไขมันในหลอดเลือด โค คิวเท็น เพิ่มพลังงานให้กับเซลล์ และช่วยต้านอนุมูลอิสระ วิตามินอี ช่วยการทำงานของระบบประสาท ช่วยให้ผิวชุ่มชื่น ยืดหยุ่นลดริ้วรอย
 


มีคุณสมบัติช่วยป้องกัน การบำบัดและรักษาโรคร้ายแรงบางชนิด ทั้งยังสามารถฟื้นฟูระบบต่างๆ ให้ร่างกายได้อีกด้วย  ประกอบด้วยสารอาหารต่อไปนี้

น้ำมันรำข้าว (Rice Bran Oil 442 mg.) เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ซ่อมแซมเซลล์ ลดอัตราเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็ง เสริมสร้างความจำ ลดความเครียด 
แกมมา ออริซานอล 48 (Gamma Oryzanol 48 mg.)ช่วยลดระดับไขมันในหลอดเลือด 
โค คิวเท็น (Co Q10 5mg) เพิ่มพลังงานให้กับเซลล์ และช่วยต้านอนุมูลอิสระ 
วิตามินอี (Natural Vitamin E Oil 5 mg.) ช่วยการทำงานของระบบประสาท ช่วยให้ผิวชุ่มชื่น ยืดหยุ่นลดริ้วรอย 


Gamma Oryzanol แกมมา-ออริซานอล ในน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวป้องกันโรคได้จริงหรือ?
จากงานวิจัยและทดลองของผู้เชี่ยวชาญทั้งแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ เกี่ยวกับสารอาหารและคุณค่าคุณประโยชน์ของ "น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว" พบว่ามีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์มากมายทั้งทางด้า นป้องกัน บำบัด และรักษา ช่วยให้ร่างกายเกิดความสมดดุลป้องกีันโรคต่างๆที่จะเกิดกับร่าง กายได้

น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวสกัดมาจากข้าวหอมมะลิสายพันธุ์ Oryza Glaberrim คัดเอาส่วนที่เป็นจมูกข้าวและเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวนำมาสกัดทำให้ไ ด้สารที่ที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์สามารถต้านโรคได้ ทางการแพทย์ใช้ควบคู่กับการรักษาคนไข้โรคร้ายๆบางชนิดเนื่องจาก การรักษาบางอย่างทำให้ร่างกายผู้ป่วยอ่อนแอไม่สารถทนต่อการรักษ าได้ จึงจำเป็นต้องให้อาหารเสริมเพื่อไปช่วยบำรุงร่างกายผู้ป่วยอย่า งเร่งด่วน ซึ่งนอกจากการรักษาจะได้ผลดีแล้ว ยังสามารถช่วยฟื้นฟูระบบต่างๆในร่างกายได้อีกด้วย 


น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว มีสารอาหารที่สำคัญคือ
  • สารแกมมา-ออริซานอล (Gamma Oryzanol) ที่มีคุณสมบัติช่วยลดระดับไขมันคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ทำให้อวัยวะสำคัญเช่น ตับ ไต หัวใจ สมอง ตับอ่อน และอื่นๆ มีเลือดไปเลี้ยงมากขึ้นทำให้สภาพร่างกายที่กำลังเสื่อมสภาพแข็ง แรงขึ้นสามารถกลับมาทำงานได้เป็นปกติ ลดอัตราเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจ ตับ ไต เบาหวาน อีกทั้งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidation) และป้องกันแสง UVได้ 
  • สารฟอสโฟไลปิด (Phospholipids) ประกอบด้วย เลคติน, เซฟฟาริน, ไลโซเลซิติน ซึ่งมีสวนสำคัญในการสร้างและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของเซลล์ประสา ทสมอง, ป้องกันเซลล์ประสาทจากสารที่เป็นพิษ และอนุมูลอิสระต่างๆ ช่วยลดความเครียด และเสริมสร้างความจำ 
  • สารเซราไมด์ (Ceramide) เป็นส่วนประกอบสำคัญของชั้นใต้ผิวหนัง ช่วยทำให้ผิวหนังยืดหยุ่น การเสริมเซราไมด์ให้เพียงพอทั้งการรับประทานหรือการให้ทางผิวหน ังในรูปแบบการทาครีมหรือโลชั่น จะช่วยให้ผิวพรรณชุ่มชื่น เปล่งปลั่ง ปราศจากริ้วรอยเหี่ยวย่นก่อนวัยอันควร นอกจากนี้แล้ว เซราไมด์ ยังมีคุณสมบัติเป็นไวท์เท็นเนอร์ (Whitener) สามารถยับยั้งการสังเคราะห์เมลานิน (Melanin) อันเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดฝ้า กระ และจุดด่างดำ บนใบหน้าหรือผิวพรรณได้อีก ทั้งยังเป็นมอยเจอร์ไรเซอร์ (Moisturizer) ที่ช่วยให้ความชุ่มชื่นแก่ผิวหนัง ทำให้ผิวพรรณนุ่มนวลแลดูอ่อนกว่าวัย 
  • วิตามินบี - คอมเพล็กซ์ (B-Complex) และเบต้าแคโรทีน ที่ช่วยทำให้การทำงานของระบบประสาทดีขึ้น ช่วยลดภาวะท้องผูกเนื่องจากทำให้อุจจาระอ่อนตัวเคลื่อนผ่านลำไส ้ใหญ่ได้ง่ายขึ้น ช่วยลดภาวะเสี่ยงต่อการเป็นริดสีดวงทวารหนัก และมะเร้งลำไส้ใหญ่ 
  • สารเมลาโทนิน (Melatonin) ช่วยทำให้นอนหลับสบาย ช่วยลดความเครียด
  • สารไฟโตสเตอรอล (Phytosterols), แร่ธาตุต่างๆ โปรตีน และ สารโทคอล (Tocols) วิตามินอีธรรมชาติ ในรูปของโทโคเฟอรอล (Tocopherol) และโทโคไทรอีนอล (Tocotrienol) ที่ช่วยยับยั้งการเกิดอนุมูลอิสระ ทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันโรคต่างๆได้โดยเฉพาะโรคภูมิแพ้จะบำบั ดได้ผลดี 
สาระน่ารู้เกี่ยวกับน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว
น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว เป็นส่วนที่ได้จากการนำเอาเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวและจมูกข้าวมาผ่าน กระบวนการสกัดเพื่อให้ได้มาซึ่งน้ำมันรำข้าวดิบและนอกจากนี้น้ำ มันรำข้าวและจมูกข้าวยังมีกระบวนการกรองเอากากรำข้าวออกเหลือแต ่ส่วนที่เป็นสารอาหารต่างๆ ที่ละลายอยู่ในน้ำมันรำข้าว ก่อนจะนำมาบรรจุเป็นแคปซูล


กรดไขมันอิ่มตัว (Saturated Fatty Acid) 
โดยทั่วไปแนะนำให้บริโภคไขมันอิ่มตัวไม่เกิน 10% ของพลังงานทั้งหมด น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวมีสัดส่วนของกรดไขมันอิ่มตัวไม่เกิน 10% จึงเหมาะสมต่อการบริโภคเพื่อดูแลสุขภาพ
กรดไขมันไม่อิ่มตัว (Unsaturated Fatty Acid) กรดไขมันไม่อิ่มตัวมีบทบาทต่อการลดระดับไขมัน โดยลด แอลดีแอลคอลสเตอรอล ซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL-C : Low Density Lipoprotein-Cholesterol) ช่วยเพิ่ม เอชดีแอล ซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลที่ดี HDL-C : High Density Lipoprotein-Cholesterol) จึงช่วยลดอัตราเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

วิธีการสกัดน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวทำได้ 2 วิธีใหญ่ๆคือ

  1. สกัดโดยตัวทำละลายเฮกเซน (Hexane) สามารถสกัดน้ำมันดิบได้ประมาณ 20% น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวที่ใช้สารเฮกเซนในการสกัดนั้น หากรับประทานเข้าไปมากๆอาจจะทำให้มีสารเฮกเซนสะสมอยู่ในร่างกาย อันเป็นบ่อเกิดของโรคมะเร็งได้
  2. สกัดเย็นหรือ Cold Press คือการนำรำข้าวและจมูกข้าวมาผ่านเครื่องสกัดเย็นและมีการปรับคุ ณภาพเอาตะกอนของรำข้าวทิ้ง จะได้น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวที่ใสบริสุทธิ์และคงคุณค่าของข้าว ได้เป็นอย่างดี ทั้งยังมีความปลอดภัยกว่าวิธีแบบเฮกเซน แต่จะมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าแบบเฮกเซน (น้ำมันรำข้าวของ PGP Gold Star สกัดด้วยวิธีสกัดเย็น หรือ Cold Press ) 
TIP!!!! จะรู้ได้อย่างไรว่าน้ำมันรำข้าวแะจมูกข้าวที่เรารับประทานนั้นผ ่านกระบวนการสกัดแบบไหน ถ้าเป็นการสกัดแบบเฮกเซนทดสอบได้จากการเคี้ยวน้ำมันรำข้าวและจม ูกข้าวเม็ดนั้นให้แตกในปาก ถ้ามีกลิ่นคล้ายน้ำมันก๊าดแสดงว่าสกัดโดยวิธีเฮกเซน 


สารอาหารใน "น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว" 
กับการป้องกันโรค โรคเบาหวาน 
ในน้ำมันรำข้าวสกัดมีธาตุโครเมียม (Cr.) ที่ย่อยงายถึง 265 x 10-3 mg. / 100 mg. โครเมี่ยมที่ร่างกายดูดซึมเข้าไปในระบบเลือดจะทำหน้าที่ในการจั บฮอร์โมนอินซูลิน ทำให้ฮอร์โมนอรซูลินคงตัวได้นานเกาะตามเซลล์ต่างๆ ของกล้ามเนื้อทำให้ฮอร์โมนอินซูลินมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดของคนไข้เบาหวานควบคุมได้ง่ายขึ้น
ในน้ำมัน Linoleic acid (ไลโนเลอิค) 33% ที่มีอยู่ในน้ำมันรำข้าวทั้งหมดจะเปลี่ยนเป็นสารโปรสตาแกลนดิน Cyclic AMP ซึ่งจะทำให้เซลล์ต่างๆ ในร่างกายรับกลูโคสได้มากขึ้น ทำให้กลูโคสในเลือดลดลง
Tocopherol, Tocotrienol จะไปช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลที่อุดตันในเส้นเลือด กลุ่มเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงไต, ช่วยทำให้กลุ่มฮอร์โมนกลูโคสเตียรอย, มินเนอโรสเตียรอย, แอนโดรสเตียโรนทำงานได้ปกติ มีผลทำให้ร่างกายลดการสลายกลูโคสจากกล้ามเนื้อ, ไกลโคเจนจากตับ กลูโคสจากเนื้อเยื่อไขมัน ทำให้ความมีพิษในเลือดลดลง เนื่องจากยูเรีย, ยูริก, กรดไขมันในเลือดลดลงม ลดเลือดคั่งตามเท้า
ตับอ่อน จะทำงานได้ตามปกติ สามารถที่จะผลิตฮอร์โมนอินซูลินตามปกติ เนื่องจากฮอร์โมนที่สั่งการต่อมใต้สมองทำงานได้ตามปกติไม่หลั่ง ฮอร์โมนอินพิเนพพริน และนอริพิเนฟ มากเกินความจำเป็น

โรคทางสายตา (ต้อกระจก, ต้อหิน, บำรุงสายตา)
โปรวิตามินเอ-เบต้าแคโรทีน, วิตามินเอและเบต้าแคโรทีนที่มีสูงมากในน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว ดิบ สามารถป้องกันโรคที่เกิดจากการขาดวิตามินเอได้ โดยเฉพาะโรคน้ำตาแห้ง, โรคต้อ, เซลล์สายตาถูกทำลาย
ในน้ำมัน Linoleic acid (ไลโนเลอิค) จะเปลี่ยนสภาพกลายเป็นโปรสตาแกลนดิน ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อปรัีบม่านตาให้ทำงานได้ดีขึ้น

โรคความจำเสื่อม, โรคไหลตาย 
ในน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวสกัด มีสารฟอสฟอไลปิด, ไกลโคไลปิด ที่มีผลทำให้สมองเซลล์สมองได้รับการซ่อมแซมในส่วนที่จุดเชื่อต่ อหลุด และยังช่วยบำรุงเซลล์ประสาทให้แข็งแรง

บำรุงสมองและบำรุงประสาท 
น้ำมัน Linoleic acid (ไลโนเลอิค) ช่วยทำให้กล้ามเนื้อต่างๆ สามารถดูดซับกลูโคส และกรดอะมิโน ได้มากขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนสภาพฮอร์โมนโปรสตาแกลนดิน ทำให้เกิด Cyclic AMP มากขึ้น ทำให้อาหารที่เหลืออยู่ในเลือดที่เป็นกลุมโปรตีน, ไทโรซีน, ฟีนิลอะลานีน, ทรีพโพเพน มากขึ้น ซึ่งโปรตีนในกลุ่มดังกล่าวจะไปเป็นอาหารหลักให้กับเซลล์สมองและ เซลล์ประสาท โดยจะไปช่วยซ่อมแซม บำรุงสมอง และเซลล์ประสาทส่วนที่ชำรุด ทำให้ระบบประสาททำงานได้ดีขึ้น
น้ำมันกลุ่มสารฟอสเฟอไลปิด (ในน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว) ที่ได้จากการย่อยอาหาร จะถูกลำเลียงไปเลี้ยงระบบสมองมีการเชื่อมต่อเซลล์สมอง ประสาทจุดไซแน้ฟที่หลุดหายไป และทำให้เดนไดรท์ มีการเชื่อมต่อได้มากขึ้น ทำให้มีความจำดีขึ้น
กลุ่มแร่ธาตุ K+, Mg+2, Na+ จะทำให้การทำงานของระบบเซลล์ประสาท, สมองสั่งการได้ดีขึ้น
กลุ่มวิตามินบี-คอมเพล็กซ์ (B-Complex) ทำให้การใช้พลังงานจากการสลายตัวของแป้ง และน้ำตาลได้ดีขึ้น
กลุ่มวิตามินอี (E) ช่วยป้องกันไม่ให้สมองถูกอนุมูลอิสระทำลาย

โรคความดันโลหิตสูง 
น้ำมัน Linoleic acid (ไลโนเลอิค) ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงสภาพเป็นโปสตาแกรนดิน ให้กลายเป็นฮอร์โมนที่ลดการบีบตัวของเส้นเลือด ทำให้ลิ่มเลือดสลายตัว ทำให้การทำงานหนักของหัวใจน้อยลง
วิตามินอีในรูปแอลฟ่าโทโคฟีรอลและโทโคไทรอีนอล ช่วยละลายลิ่มเลือดทำให้ความดันโลหิตลดลง ทำให้การนำเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายได้มากขึ้น ทำให้ไม่เกิดอาการขาดเลือดบางส่วน ไม่ก่อให้เกิดอาการเลือดขอดคั่ง ช่วยละลายคอเลสเตอรอลในเลือดที่ไปเลี้ยงต่อมใต้สมอง, ต่อมหมวกไต, ทำให้ระบบการทำงานของฮอร์โมนในอวัยวะดังที่กล่าวมาทำงานได้ปกติ ทำให้การหลั่งฮอร์โมนนอร์อิเนพพลินลดลง ทำให้เส้นเลือดคลายตัว การหลั่งเคนินฮอร์โมนมากขึ้นจากต่อมหมวกไตมีผลให้เลือดคลายตัว ลดการสร้างฮอร์โมนเรนนินที่เป็นสาเหตุให้การบีบตัวของเส้นเลือด ลดลง
วิตามินบี-คอมเพล็กซ์ ในน้ำมันรำข้าวสกัด ช่วยทำให้การสลายตัวของแป้งและกลูโคสได้ง่ายขึ้นในกระบวนการไกล โคไลซีส

ข้อมูลอ้างอิง 
  1. Arai T.Horumon To Rinsho 1982 : 30 ( 3) 271-79
  2. Grunewald K. et al Sport med 1993 : 15 (2) : 90103
  3. Shinomiya M. et al Tohoku j Exp Med 1983 : 141 (2) : 243 - 51
  4. Ishihara M. et al Nippon Sanka Fujinka Gakkai Zasshi 1982 : 34 (2) : 243-51 

วิธีรับประทาน วันละ 1 แคปซูล พร้อมอาหารเช้า 
ราคา 1,750.- บาท  สมาชิก  1,280.-  บาท  ซื้อ  5  แถม  5  ค่าจัดส่ง  150.-  บาท EMS
 


Edited by jeena on 09 July 2014 at 11:39pm
Back to Top View jeena's Profile Search for other posts by jeena
 
jeena
info
info
Avatar
Jeena Makeup

Joined: 24 April 2007
Posts: 7021
Posted: 09 June 2014 at 10:29pm | IP 110.169.228.233 Quote jeena

เข้าชมสินค้าเพิ่มเติมได้ที่ช่องหมายเลข 8

 1

 2

 3

 4

  5

6

 7

 8

 

ผิวขาว หน้าขาวสุดๆ

วิตามินบำรุงผิวขาว 100% ได้ผล ล้าน% ค่ะ 

 สูตรเร่งขาว 100%

 

 เทคแคร์ครีม

ดูครีมหน้าขาวๆ ทั้งหมดได้ที่นี่ค่ะ คลิกๆ 

  

เทคแคร์ครีม

ซื้อ 15,000.- จ่าย 10,000.- /ลด 50%Nect

 

สั่งซื้อครีม มัดจำแต่งหน้า ชำระเงิน

 

เทคแคร์ครีม

..สปา ผิวขาวใสใน 1 วัน ขาวทันทีที่ใช้..

 

ผลงานแต่งหน้าเจ้าสาว รีวิว สวยๆ

 

 

  ร้านสไปรท์ ตัวแทนจำหน่าย ลาดพร้าว 122

 

Webboard

เว็บบอร์ด
 ฝากคำถามถึงร้าน
คลิกตรงนี้
 

ผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักเพื่อสุขภาพและรูปร่างดูดีสมดั่งใจคุณ ช่วยลดน้ำหนักที่เกิดจากโรคอ้วน ควบคุมปริมาณแคลอรี่ที่เข้าสู่ร่างกาย ยับยั้งการสะสมของไขมันใหม่ เร่งการเผาผลาญไขมันส่วนเกินในร่างกาย เปลี่ยนไขมันให้เป็นพลังงาน แก้ปัญหาระบบขับถ่าย ท้องผูก ช่วยรักษาสิว ฝ้า กระ จุดด่างดำ ผิวหยาบกร้าน
Star CAP เลขที่ อย. 10-1-00653-1-0029 

Star CAP เป็นผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักเพื่อสุขภาพและรูปร่างดูดีสมดั่งใจคุณ ช่วยลดน้ำหนักที่เกิดจากโรคอ้วน ควบคุมปริมาณแคลอรี่ที่เข้าสู่ร่างกาย ยับยั้งการสะสมของไขมันใหม่ เร่งการเผาผลาญไขมันส่วนเกินในร่างกาย เปลี่ยนไขมันให้เป็นพลังงาน แก้ปัญหาระบบขับถ่าย ท้องผูก ช่วยรักษาสิว ฝ้า กระ จุดด่างดำ ผิวหยาบกร้าน 

เพื่อให้เห็นผลในการลดน้ำหนักได้เร็วขึ้น ควรรับประทานควบคู่กับ Gold DT, Gold Pro หรือตามสูตรด้านล่าง 
 


***สามารถปรับลดได้ตามงบประมาณของลูกค้า โดยเรียงลำดับความสำคัญตาม
หมายเลข***

ใน 1 แคปซูลมีส่วนประกอบทีสำคัญประกอบด้วย

ผงถั่วขาว  (White Kidney Bean Powder) 150.00 mg.
สารสกัจากผลส้มแขก (Garcinia Extract) 150.00 mg.
แอลคาร์นิทิน ฟูมาเรท (L-Carnitine Fumarate) 120.00 mg.
ธัญพืชผง (Instant Rice Fine Quick ) 111.00 mg. 
สารสกัดจากเคลป์ (Kelp Extract) 20.00 mg

Chromium Amino Acid Chelate ช่วยอะไร ?
โครเมียม (Chromium ) เป็นแร่ธาตุที่จะเป็นต่อร่างกาย มีผลต่อการเจริญเติบโต และการมีสุขภาพที่ดี มีความจำเป็นต่อขบวนการแตกตัวของโมเลกุงโปรตีน ไขมัน และ คาร์โบไฮเดรต ซึ่งโครเมียมได้รับความนิยมสูงมากในคนอเมริกัน ร่างกายมนุษย์ต้องการโครเมียมในปรืมาณ 50-200 ไมโครกรัมต่อวัน 

โครเมียมช่วยรักษาปริมาณน้ำตาลในร่างกายให้คงที่ จากการวิจัยพบว่าโคเมียมเป็นส่วนประกอบของสารที่เรียกว่า GTF  (Glucose Tolerance Factor) โดยจะทำงานร่วมกับ ไนอาซิน และกรดอะมิโน อีกหลายชนิดในขบวนการที่ช่วยรักษาปริมาณน้ำตาลในร่างกายให้คงที ่ นอกจากนี้โครเมียมยังมีบทบาทในการเพิ่ม HDL หรือคอเลสเตอรอลชนิดดี และลดระดับ LDL คอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดีด้วย โครเมียมกระตุ้นการทำงานของเอ็นไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยน น้ำตาลกลูโคสให้เป็นพลังงานและขบนการสังเคราะห์กรดไขมัน และ คอเลสเตอรอล จึงดูเหมือนว่าโครเมียม จะเพิ่มประสิทธิภาพของอินซูลินและการจัดการกับน้ำตาลกลูโคส ป้องกันการเกิดน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไปหรือสูงเกินไป

จากการศึกษาพบว่าโครเมียมมีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงปริมาณของไขมั นในร่างกายโดยพบว่าโครเมียมอาจจะลดปริมาณไขมัน และกระตุ้นการสร้างมวลกล้ามเนื้อ โดยทดลองให้โครเมียม ขนาด 400 ไมโครกรัมต่อวันกับอาสาสมัครเป็นระยะเวลา 3 เดือน พบว่ามีการลดลงของปริมาณไขมันและน้ำหนักของร่างกาย 

โครเมียม ช่วยอะไร?
จากหนังสือ "Clinical Nutrition a Functional Approach" ของ "The Institute for Functional Medicine" ตีพิมพ์ในปี 1999 หน้า 161-163 ได้กล่าวถึงประโยชน์ของโครเมียมที่ได้รวบรวมงานวิจัยต่างๆไว้ว่ า "โครเมียมช่วยการทำงานของอินซูลินอย่างมาก โครเมียมเพิ่มประสิทธิภาพของอินซูลิน และการจัดการกับน้ำตาลกลูโคสป้องกันการเกิดน้ำตาลในเลือดต่ำหรื อสูงเกินไป ดังนั้นจึงมีประโยชน์เป็นอย่างมากต่อผู้ป่วยโรคเบาหวาน ช่วยให้การเผาพลาญไขมันได้ดียิ่งขึ้น ช่วยเพิ่มไขมัน HDL และช่วยลดไขมันไตรกรีเซอร์ไรด์และ LDL ช่วยเพิ่มระบบภูมิต้านทาน (เนื่องจากไปลดจำนวน Cortisol และเพิ่ม Immunoglobulin) และช่วยลดความอ้นได้ในบางคน"

การลดน้ำหนักของโครเมียมที่แสดงผลในเรื่องนี้คือมันไปช่วยเร่งก ารไปเผาผลาญไขมันในร่างกาย และไปเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ มีการศึกษาเมื่อปี 1998 โดยมีอาสามสมัครสุขภาพดีจำนวน 122 คนที่เป็นสมาชิกของเฮลท์คลับต่างๆในรัฐเทกซัส ได้รับโครเมียมจำนวน 400 ไมโครกรัม หรือยาหลอกเป็นระยะเวลาติดต่อกันนาน 3 เดือน คนที่ได้รับโครเมียมมีไขมันนร่างกายลดลง 6 ปอนด์ (หรือ 2.7 กิโลกรัม) ขณะที่คนที่ได้รับยาหลอกลดลงเพียง 3 ปอนด์( 1.3 กิโลกรัม) แหล่งที่พบโครเมียมที่ดีที่สุดคือ ในยีสต์ (Brewer's yeast) นอกจากนั้นยังพบในเมล็ดธัญพืช และซีเรียล ซี่งโดยปกติ โครเมียมมักจะถูกทำลายไปในระหว่างกระบวนการผลิตเสมอ ทำให้อาหารที่เราบริโภคนั้นขาดโครเมียมไป

ใคร เป็นกลุ่มที่เสี่ยงจะขาดโครเมียม 
พบว่าคนในกลุ่มผู้สูงอายุ ผูป่วย นักกีฬา และผู้หญิงมีครรภ์ เป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อการขาดโครเมียมมากที่สุด หากร่างกายขาดโครเมียม อะไรจะเกิดขึ้น ? 

เมื่อร่างกายขาดโครเมียมจะมีอาการต่อไปนี้คือ อ้วนง่าย ตัวบวมๆ ฉุๆ อ่อนเพลีย มีน้ำตาลรั่วออกมาในปัสสาวะ เสี่ยงต่อหารเป็นโรคเบาหวาน มีคอเลสเตอรอลในเลือดสูง ฯลฯ

คนทั่วไปควรได้รับโครเมียมวันละเท่าไหร่?

ปกติคนทั่วไปควรได้รับโครเมียมปริมาณที่แนะนำโดยแพทย์ทั่วไปคือ 200 ไมโครกรัมต่อวัน (ขนาดที่ อย. อเมริกัน US FDA ได้แนะนำไว้คือ 50 - 200 ไมโครกรัมต่อวัน)

ทำไม ? ต้องเสริมโครเมียม 

ปัจจุบันคนเรากินอาหารหวาน ขนมหวาน ผลไม้หวาน และเครื่องดื่มหวานๆ กันอย่างมากมาย ทำให้ร่างกายของเราใช้โครเมียมอย่างสิ้นเปลืองมากจนทำให้เกิดภา วะที่ร่างกายขาดโครเมียม เสี่งต่อการเกิดโรคต่างๆ ดังได้กล่าวมาแล้วและการที่คนเรากินอาหารสำเร็จรูปที่ผ่านกระบว นการผลิตมากมายซึ่งส่งผลให้อาหารเหล่านั้นขาดแร่ธาตุโครเมียมซ้ ำลงไปอีก ด้วย 2 เหตุผลหลักนี้เองส่งผลให้การกินโครเมียมเสริมเป็นสิ่งที่จำเป็น อย่างมาก สำหรับคนในยุคปัจจุบันอย่างเราๆ ท่านๆครับ 

หากคุณได้รับสารอาหารเพียงพอ คุณไม่จำเป็นต้องรับประทานอาหารเสิมเลยก็ได้แต่ในปัจจุบัน อาหารที่คุณรับประทานส่วนใหญ่มักจะผ่านกรรมวิธีมากมายจนทำให้สา รอาหารต่างๆรวมทั้งโครเมียม ถูกขจัดออกไปจากอาหาร

วิธีรับประทาน ครั้งละ 1-2 แคปซูล ก่อนมื้ออาหาร ครึ่งชั่วโมง

ราคา 1,400.- บาท
.
Back to Top View jeena's Profile Search for other posts by jeena
 
jeena
info
info
Avatar
Jeena Makeup

Joined: 24 April 2007
Posts: 7021
Posted: 09 June 2014 at 10:30pm | IP 110.169.228.233 Quote jeena

 

ผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักเพื่อสุขภาพและรูปร่างดูดีสมดั่งใจคุณ ช่วยลดน้ำหนักที่เกิดจากโรคอ้วน ควบคุมปริมาณแคลอรี่ที่เข้าสู่ร่างกาย ยับยั้งการสะสมของไขมันใหม่ เร่งการเผาผลาญไขมันส่วนเกินในร่างกาย เปลี่ยนไขมันให้เป็นพลังงาน แก้ปัญหาระบบขับถ่าย ท้องผูก ช่วยรักษาสิว ฝ้า กระ จุดด่างดำ ผิวหยาบกร้าน
Star CAP เลขที่ อย. 10-1-00653-1-0029 

Star CAP เป็นผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักเพื่อสุขภาพและรูปร่างดูดีสมดั่งใจคุณ ช่วยลดน้ำหนักที่เกิดจากโรคอ้วน ควบคุมปริมาณแคลอรี่ที่เข้าสู่ร่างกาย ยับยั้งการสะสมของไขมันใหม่ เร่งการเผาผลาญไขมันส่วนเกินในร่างกาย เปลี่ยนไขมันให้เป็นพลังงาน แก้ปัญหาระบบขับถ่าย ท้องผูก ช่วยรักษาสิว ฝ้า กระ จุดด่างดำ ผิวหยาบกร้าน 

เพื่อให้เห็นผลในการลดน้ำหนักได้เร็วขึ้น ควรรับประทานควบคู่กับ Gold DT, Gold Pro หรือตามสูตรด้านล่าง 



***สามารถปรับลดได้ตามงบประมาณของลูกค้า โดยเรียงลำดับความสำคัญตาม
หมายเลข***

ใน 1 แคปซูลมีส่วนประกอบทีสำคัญประกอบด้วย

ผงถั่วขาว  (White Kidney Bean Powder) 150.00 mg.
สารสกัจากผลส้มแขก (Garcinia Extract) 150.00 mg.
แอลคาร์นิทิน ฟูมาเรท (L-Carnitine Fumarate) 120.00 mg.
ธัญพืชผง (Instant Rice Fine Quick ) 111.00 mg. 
สารสกัดจากเคลป์ (Kelp Extract) 20.00 mg

Chromium Amino Acid Chelate ช่วยอะไร ?
โครเมียม (Chromium ) เป็นแร่ธาตุที่จะเป็นต่อร่างกาย มีผลต่อการเจริญเติบโต และการมีสุขภาพที่ดี มีความจำเป็นต่อขบวนการแตกตัวของโมเลกุงโปรตีน ไขมัน และ คาร์โบไฮเดรต ซึ่งโครเมียมได้รับความนิยมสูงมากในคนอเมริกัน ร่างกายมนุษย์ต้องการโครเมียมในปรืมาณ 50-200 ไมโครกรัมต่อวัน 

โครเมียมช่วยรักษาปริมาณน้ำตาลในร่างกายให้คงที่ จากการวิจัยพบว่าโคเมียมเป็นส่วนประกอบของสารที่เรียกว่า GTF  (Glucose Tolerance Factor) โดยจะทำงานร่วมกับ ไนอาซิน และกรดอะมิโน อีกหลายชนิดในขบวนการที่ช่วยรักษาปริมาณน้ำตาลในร่างกายให้คงที ่ นอกจากนี้โครเมียมยังมีบทบาทในการเพิ่ม HDL หรือคอเลสเตอรอลชนิดดี และลดระดับ LDL คอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดีด้วย โครเมียมกระตุ้นการทำงานของเอ็นไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยน น้ำตาลกลูโคสให้เป็นพลังงานและขบนการสังเคราะห์กรดไขมัน และ คอเลสเตอรอล จึงดูเหมือนว่าโครเมียม จะเพิ่มประสิทธิภาพของอินซูลินและการจัดการกับน้ำตาลกลูโคส ป้องกันการเกิดน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไปหรือสูงเกินไป

จากการศึกษาพบว่าโครเมียมมีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงปริมาณของไขมั นในร่างกายโดยพบว่าโครเมียมอาจจะลดปริมาณไขมัน และกระตุ้นการสร้างมวลกล้ามเนื้อ โดยทดลองให้โครเมียม ขนาด 400 ไมโครกรัมต่อวันกับอาสาสมัครเป็นระยะเวลา 3 เดือน พบว่ามีการลดลงของปริมาณไขมันและน้ำหนักของร่างกาย 

โครเมียม ช่วยอะไร?
จากหนังสือ "Clinical Nutrition a Functional Approach" ของ "The Institute for Functional Medicine" ตีพิมพ์ในปี 1999 หน้า 161-163 ได้กล่าวถึงประโยชน์ของโครเมียมที่ได้รวบรวมงานวิจัยต่างๆไว้ว่ า "โครเมียมช่วยการทำงานของอินซูลินอย่างมาก โครเมียมเพิ่มประสิทธิภาพของอินซูลิน และการจัดการกับน้ำตาลกลูโคสป้องกันการเกิดน้ำตาลในเลือดต่ำหรื อสูงเกินไป ดังนั้นจึงมีประโยชน์เป็นอย่างมากต่อผู้ป่วยโรคเบาหวาน ช่วยให้การเผาพลาญไขมันได้ดียิ่งขึ้น ช่วยเพิ่มไขมัน HDL และช่วยลดไขมันไตรกรีเซอร์ไรด์และ LDL ช่วยเพิ่มระบบภูมิต้านทาน (เนื่องจากไปลดจำนวน Cortisol และเพิ่ม Immunoglobulin) และช่วยลดความอ้นได้ในบางคน"

การลดน้ำหนักของโครเมียมที่แสดงผลในเรื่องนี้คือมันไปช่วยเร่งก ารไปเผาผลาญไขมันในร่างกาย และไปเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ มีการศึกษาเมื่อปี 1998 โดยมีอาสามสมัครสุขภาพดีจำนวน 122 คนที่เป็นสมาชิกของเฮลท์คลับต่างๆในรัฐเทกซัส ได้รับโครเมียมจำนวน 400 ไมโครกรัม หรือยาหลอกเป็นระยะเวลาติดต่อกันนาน 3 เดือน คนที่ได้รับโครเมียมมีไขมันนร่างกายลดลง 6 ปอนด์ (หรือ 2.7 กิโลกรัม) ขณะที่คนที่ได้รับยาหลอกลดลงเพียง 3 ปอนด์( 1.3 กิโลกรัม) แหล่งที่พบโครเมียมที่ดีที่สุดคือ ในยีสต์ (Brewer's yeast) นอกจากนั้นยังพบในเมล็ดธัญพืช และซีเรียล ซี่งโดยปกติ โครเมียมมักจะถูกทำลายไปในระหว่างกระบวนการผลิตเสมอ ทำให้อาหารที่เราบริโภคนั้นขาดโครเมียมไป

ใคร เป็นกลุ่มที่เสี่ยงจะขาดโครเมียม 
พบว่าคนในกลุ่มผู้สูงอายุ ผูป่วย นักกีฬา และผู้หญิงมีครรภ์ เป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อการขาดโครเมียมมากที่สุด หากร่างกายขาดโครเมียม อะไรจะเกิดขึ้น ? 

เมื่อร่างกายขาดโครเมียมจะมีอาการต่อไปนี้คือ อ้วนง่าย ตัวบวมๆ ฉุๆ อ่อนเพลีย มีน้ำตาลรั่วออกมาในปัสสาวะ เสี่ยงต่อหารเป็นโรคเบาหวาน มีคอเลสเตอรอลในเลือดสูง ฯลฯ

คนทั่วไปควรได้รับโครเมียมวันละเท่าไหร่?

ปกติคนทั่วไปควรได้รับโครเมียมปริมาณที่แนะนำโดยแพทย์ทั่วไปคือ 200 ไมโครกรัมต่อวัน (ขนาดที่ อย. อเมริกัน US FDA ได้แนะนำไว้คือ 50 - 200 ไมโครกรัมต่อวัน)

ทำไม ? ต้องเสริมโครเมียม 

ปัจจุบันคนเรากินอาหารหวาน ขนมหวาน ผลไม้หวาน และเครื่องดื่มหวานๆ กันอย่างมากมาย ทำให้ร่างกายของเราใช้โครเมียมอย่างสิ้นเปลืองมากจนทำให้เกิดภา วะที่ร่างกายขาดโครเมียม เสี่งต่อการเกิดโรคต่างๆ ดังได้กล่าวมาแล้วและการที่คนเรากินอาหารสำเร็จรูปที่ผ่านกระบว นการผลิตมากมายซึ่งส่งผลให้อาหารเหล่านั้นขาดแร่ธาตุโครเมียมซ้ ำลงไปอีก ด้วย 2 เหตุผลหลักนี้เองส่งผลให้การกินโครเมียมเสริมเป็นสิ่งที่จำเป็น อย่างมาก สำหรับคนในยุคปัจจุบันอย่างเราๆ ท่านๆครับ 

หากคุณได้รับสารอาหารเพียงพอ คุณไม่จำเป็นต้องรับประทานอาหารเสิมเลยก็ได้แต่ในปัจจุบัน อาหารที่คุณรับประทานส่วนใหญ่มักจะผ่านกรรมวิธีมากมายจนทำให้สา รอาหารต่างๆรวมทั้งโครเมียม ถูกขจัดออกไปจากอาหาร

วิธีรับประทาน ครั้งละ 1-2 แคปซูล ก่อนมื้ออาหาร ครึ่งชั่วโมง

ราคา 1,400.- บาท
.
Back to Top View jeena's Profile Search for other posts by jeena
 
jeena
info
info
Avatar
Jeena Makeup

Joined: 24 April 2007
Posts: 7021
Posted: 09 June 2014 at 10:32pm | IP 110.169.228.233 Quote jeena

Gazz แกซซ์ เพื่อการเสริมสร้างผิวให้กระจ่างใสเปล่งประกาย ลดฝ้า กระ จุดด่างดำ คืนผิวสวย เนียนนุ่ม ชุ่มชื่น ข้าวกล้องผง แอล-กลูต้าไธโอน วิตามินซี ซิงค์อะมิโนแอคซิดคีแลต คอลลาเจน ไลโคนีน กรดอัลฟา-ไลโปอิคแอซิด วิตามินอี



Gazz เลขที่ อย. 10-1-00653-1-0070
 
 ช่วยบรรเทาท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด กรดไหลย้อน 

สารสกัดจากกล้วยดิบ และอื่นๆ ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย สาเหตุของท้องเสีย ลดการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร ทำให้การย่อยอาหารสมบูรณ์ขึ้น 

เพิ่มเชื้อ จุลินทรีย์ที่ดีในลำไส้ ส่งผลให้ไม่เกิดการหมักหมมของอาหาร ลดอาการท้องอืด จุกเสียด อาการกรดไหลย้อน ลำไส้สะอาดท้องไม่ผูก

ลดอัตรา การเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งลำไส้

ปัจจุบัน ได้มีการสกัดเอาสารอาหารมาจากสมุนไพรธรรมชาติอาทิเช่นจาก กล้วย  มะตูม ลิ้นจี่ มันฝรั่ง ข้าวกล้องงอกผง ถั่วเขียวผง กระชายผง ขมิ้นขาว และ พุทราจีน มาบรรจุไว้ในแคปซูลเพื่อความสะดวกในการรับประทานโดยเฉพาะผู้ที่ มีปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหารผิดปกติ




จากการวิจัยพบว่าสมุนไพรแต่ละชนิดมีคุณสมบัติในการช่วยรักษาดัง นี้

กล้วย มีไฟเบอร์ชนิดที่เรียกว่า fructo-oligosaccharides (ฟรุคโตโอลิโกแซคคาไรด์) เป็นไฟเบอร์ที่มีประโยชน์อย่างมากต่อระบบทางเดินอาหารของมนุษย์ ไฟเบอร์ชนิดนี้เป็นอาหารโดยตรงของจุลินทรีย์ดีๆ ต่อทางเดินอาหารของเรา ซึ่งเมื่อจุลินทรีย์ดีๆมีำจำนวนมากขึ้น มันจะช่วยย่อยอาหาร ทำลายเชื้อโรคแปลกปลอม ช่วยให้ระบบขับถ่ายอุจจาระทำงานเป็นปกติ ผลที่เกิดขึ้นคือ อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ลมเยอะ ท้องผูก ก็จะเป็นน้อยลง 

มันฝรั่ง มีไฟเบอร์ที่คล้ายคลึงกับกล้วย และจะช่วยเวริมประสิทธิภาพของไฟเอร์จากกล้วยให้สูงขึ้นอีกสองเท ่า

ข้าวกล้องผง จะให้พลังงานโดยตรงต่อเซลล์ในทางเดินระบบอาหารตั้งแต่กระเพาะอา หาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ผลก็คือ การย่อยอาหารและการขับถ่ายเป็นปกติ 

ถั่วเขียวผง เป็นวัตถุดิบสำคัญที่ช่วยในการสร้างน้ำย่อยให้สมบูรณ์ อาหารไม่เกิดการเน่าเสียหมักหมม ไม่เกิดแก๊สในกระเพาะอาหารและลำไส้ 

มะตูม บำรุงธาตุไฟ ช่วยย่อยอาหาร ขับลม บำรุงกำลัง อีกทั้งยังเป็นยาอายุัวัฒนะ คุณสมบัติอันนี้แพทย์แผนไทยรู้สืบทอดมาแต่โบราณแล้ว

กระชายผง จะเสริมมะตูมให้ใีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในสมัยโบราณแ พทย์แผนไทยใช้กระชายแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่น จุกเสียด 

ขมิ้นขาว ช่วยทำลายเชื่อโรค และเชื้อราต่างๆ ในทางเดินอาหารที่ทำให้การย่อยาหารเสียไป ดังนั้น เมื่อไม่มีเชื้อโรคเหล่านี้การย่อยก็จะดีมากๆ

ลิ้นจี่และพุทราจีน ช่วยให้การเจริญเติบโตต่อจุลินทรีย์ดีๆ ในทางเดินอาหาร เท่ากับว่าลิ้นจี่และพุทราจีน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพระบบทางเดินอาหารให้ดีขึ้น

สรุป ทั้ง 9 ชนิดที่กล่าวมาแล้วช่วยให้การย่อยอาหารมีประสิทธิภาพสมบูรณ์มาก ส่งผลให้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด มีกรด แก๊ส ในกระเพาะอาหารลดลงอย่างรวดเร็ว การย่อยที่สมบูรณ์ส่งผลให้อาการท้องผูกบรรเทาเบาบางลงไปด้วย

ข้อบ่งชี้ในการใช้... เหมาะกับทุกคนที่มีปัญหาระบบทางเดินอาหาร ไม่ว่าเรื่องใดๆก็ตาม เช่น อาหารไม่ย่อย มีลมจุกเสียด ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องผูก ผายลมหรืออุจจาระมีกลิ่นเหม็นมาก

Dyspepsia (อาการอาหารไม่ย่อย) 
ความรู้วึกอึดอัดไม่สบายท้องภายหลังการรับประทานอาหารอาหารไม่ย ่อย ท้องอืด ท้องเฟ้อ กรด แก๊สในกระเพราะอาหาร เป็นอาการผิดปกติของระบบทางเดินอาหารส่วนบน (ระบบทางเดินอาหารส่วนบนคือ หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็กส่วนต้น ) ของท้องหรือลำไส้ มักมีอาการบริเวณตรงกลางของท้องด้านบน อยู่ระหว่างใต้ลิ้นปี่และเหนือลิ้นปี่ เป็นอีกโรคหนึ่งที่พบได้บ่อยมาก อาการรู้สึกอึดอัด ไม่สบายในท้องภายหลังรับประทานอาหาร ในทางการแพทย์ อาการอึดอัดหรือแสบท้องร้อนในท้อง นับเป็น "อาการปวดท้อง"แบบหนึ่ง เพียงแต่อาการไม่รุนแรงมากนัก คนจึงไม่เรียกว่าเจ็บหรือปวด ส่วนอาการเรอบ่อย ผายลมบ่อย ท้องใหญ่ขึ้น เป็นลักษณะเด่นของผู้เป็นโรคนี้ แต่จะไม่มีอาการทางกายอื่นๆ กล่าวคือรับประทานอาหารได้ตามปกติ น้ำหนักไม่ลด

นอกจากจะรู้สึกอึดอัดในท้องแล้ว บางคนแม้รู้สึกว่าท้องใหญ่ขึ้นแต่ก็ยุบได้ คนที่มีอาการเรอบ่อย เมื่อเรอแล้วจะสบายขึ้นชั่วคราว คนที่มีอาการผายลมบ่อย เมื่อผายลมแล้วท้องก็ยุบ ส่วนมากเมื่อตื่นนอนตอนเช้ายังสบายดี แต่หลังรับประทานอาหารเช้า หรือเมื่อเริ่มทำงาน จึงเริ่มอึดอัดในท้อง เป็นอยู่นานหลายชั่วโมง บางคนอาจมีอาการอื่นๆเช่น เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน น้ำหนักลด ถ่ายอุจจาระผิดปกติไปจากเดิม เหนื่อย เพลีย ซีดและมีไข้ เป็นต้น  ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุของโรค เนื่องจากบางคนอาจมีโรคอื่น เช่นคนที่ท้องอืด และเหนื่อยหลังรับประทานอาหาร อาจเกิดมาจากโรคหัวใจขาดเลือด เป็นต้น 

Digestive System (ระบบย่อยอาหาร) ระบบย่อยอาหารที่มีปัญหา อาจทำให้เกิดโรค....

  1. กระเพาะอาหารอักเสบ (Gastritis) เป็นอาการอักเสบของกระเพาะอาหารที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค ต่อาจเกิดจาก อาหารเป็นพิษ หรือพิษของสุรา มีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน และท้องเดิน
  2. ท้องร่วง (Diarrhoea) ท้องร่วงเฉียบพลัน อาจเกิดจากการกินอาหารที่ไม่สะอาด อาหารเป็นพิษ การติดเชื้อโรคบางชนิด เช่น บิดมีตัวบิดจากเชื้อแบคทีเรีย ส่วนท้องร่วงเรื้อรัง เกิดจากหลายสาเหตุ เช่นการอักเสบของลำไส้เล็กส่วนปลาย ทให้การดูดซึมของอาหารผิดปกติ หรือการอักเสบชองลำไส้ใหญ่
  3. แผลเปื่อยเพพทิค (Peptic Ulcer) คืออาการที่เกิดจากการเป็นแผลในกระเพาะอาหาร หรือดูโอดินั่ม  ซึ่งมักเกิดจากสภาวะการณ์ที่มีกรดในกระเพาะอาหารมาก บางครั้งทำให้มีอาการปวดที่บริเวณใต้ลิ้นปี่และมีอาการปวดเวลาห ิว 
  4. ดีซ่าน (Jaundice) เป็นอาการที่มีสาร บิลิรูบิน ในเลือดแดงมากกว่าปกติทำให้ตาและผิวเหลือง ซึ่งอาจเกิดจากการทำลายเม็ดเลือดแดงมากกว่าปกติ หรือก่รอุดตันของท่อน้ำดี ทำให้น้ำดีหลังลงสู่ดูโอดินั่มไม่ได้ ทำให้บิลิรูบินในเลือดสูง ปัสสาวะสีเข้มคล้ายน้ำปลา หรืออาจจะเกิดการติดเชื้อ เช่นไวรัสตับอักเสบ
  5. ริดสีดวงทวาร (Hemorrhoid) เกิดขึ้นเนื่องจากเส้นเลือดบริเวณทวารหนักพองโตออกทำให้ครูดกับ กากอาหารและมีเลือดออกเวลาถ่ายอุจจาระ มักมีสาเหตุจากท้องผูกบ่อยๆ ทำให้ต้องใช้แรงในการขับกากอาหารมากจึงทำให้เส้นเลือดพองโต ถ้าเป็นนานๆจะทำให้เป็นแผลเรื้อรังได้
  6. มะเร็งในเยื่อหุ้มกระเพาะอาหาร (Gastric Carcinoma) เป็นมะเร็งที่เริ่มเกิดที่เยื่อหุ้มชั้นในของกระเพาะอาหารแล้วเ จริญออกมาสู่ผนังกระเพาะอาหาร มักพบในผู้ายมากกว่าผู้หญิงนวัยตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป 

วิธีรับประทาน ครั้งละ 2-3 แคปซูลก่อนนอน 

ราคา 750.- บาท 

...
Back to Top View jeena's Profile Search for other posts by jeena
 
jeena
info
info
Avatar
Jeena Makeup

Joined: 24 April 2007
Posts: 7021
Posted: 09 June 2014 at 10:33pm | IP 110.169.228.233 Quote jeena

Gold Banana Coffee โกลด์ บานานา คอฟฟี่

กาแฟเพื่อคนรักสุขภาพ ผงกล้วยสกัด ช่วยลดปัญหา ท้องอืด ท้องเฟื้อ การย่อยอาหารดีขึ้น แอล-คาร์นีทีน ช่วยเร่งอัตราการเผาผลาญ กระชับสัดส่วน โครเมียม อะมีโน แอซิดดีเลต ช่วยเร่งการเผาผลาญ ควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือด

Gold Banana Coffee โกลด์ บานานา คอฟฟี่



ผงกล้วยสกัด  ช่วยลดปัญหา ท้องอืด ท้องเฟื้อ การย่อยอาหารดีขึ้น


แอล-คาร์นีทีน  ช่วยเร่งอัตราการเผาผลาญ กระชับสัดส่วน


โครเมียม อะมีโน แอซิดดีเลต  ช่วยเร่งการเผาผลาญ ควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือด


วิธีรับประทาน วันละ 1ซอง ผสมน้ำร้อนดื่มหลังอาหาร

ราคา  280.-  บาท / กล่อง
บรรจุ  10 ซอง  คุ้มค่าราคา  ได้ประโยชน์ที่คุ้มค่าเกินราคา
..........
Back to Top View jeena's Profile Search for other posts by jeena
 
jeena
info
info
Avatar
Jeena Makeup

Joined: 24 April 2007
Posts: 7021
Posted: 09 June 2014 at 10:34pm | IP 124.122.187.198 Quote jeena

 

ขับล้างสารพิษ ซ่อมแซม ฟื้นฟูสภาพ ควบคุมน้ำหนัก ช่วยให้สุขภาพดี จากภายในสู่ภายนอก ส่วนประกอบที่สำคัญ สมอไทย ส้มแขก ดอกคำฝอย

Gold DT โกล์ ดีที

Gold DT เลขที่ อย. 10-1-00653-1-0041 
ช่วยขับล้างสารพิษ ซ่อมแซม ฟื้นฟูสภาพ ควบคุมน้ำหนัก ช่วยให้สุขภาพดี จากภายในสู่ภายนอก (ควรรับประทานร่วมกับ สตาร์แคป (Star CAP) , GoldPro  จะเห็นผลชัดเจนยิ่งขึ้น


***สามารถปรับลดได้ตามงบประมาณของลูกค้า โดยเรียงลำดับความสำคัญตามหมายเลข***

สมอไทย (Terminalia Chebula Retz. 18.00 %) กำจัดสารพิษออกจากร่างกาย ช่วยควบคุมระดับไขมันในเส้นเลือด และช่วยการทำงานของตับ ในการกำจัดไขมัน ออกจากร่างกาย รวมทั้งกระต้นการเผาผลาญ ของร่างกายให้ดีขึ้น 
ส้มแขก (Garcinia Combogia 18.00 %) ยับยั้งการสะสมของไขมันส่วนเกิน ในร่างกาย และช่วยระบาย 
ดอกคำฝอย (Safflower 18.00 % )ลดไขมันในเส้นเลือด ลดความดันโลหิตสูง ช่วยขับเหงื่อ บำรุงโลหิต บำรุงประสาท แก้โรคผิวหนัง 
ถั่วแดง (Red Kidney Bean 14.66 %) ช่วยการไหลเวียนของเลือด ลดการอักเสบ บวม ขับปัสสาวะ
ลูกเดือย(Coix Lacryma-Jobi Linn 14.66 %) ช่วยบำรุงม้าม ปอด แก้ท้องเสีย กระเพาะอาหารและลำไส้ แก้โรคปวดข้อ ยับยั้งการเติบโตของเนื้องอก
แคปซูล (Capsule 16.68%) 

วิธีรับประทาน ครั้งละ 1-2 แคปซูล ก่อนมื้ออาหาร
ราคา 500-  บาท
 
*********
 

ช่วยดูแลบำบัดสิว ฝ้า หน้าหมองคล้ำ ช่วยขจัดกลิ่นกาย โดยไม่ต้องพึ่งสารระงับกลิ่น ทำให้ผิวขาว ลดจุดด่างดำ ทำให้รักแร้ขาวและลบรอยขอบกางเกงในทำให้ผิวสะอาดชุ่มชื่น เห็นผลทันทีเมื่อสัมผัสครั้งแรก สะอาดสดชื่นอย่างไม่เคยสัมผัสมาก่อน

สบู่ Gold herb care



สบู่สมุนไพร อุดมด้วยสมุนไพรนานาชนิดช่วยดูแลบำบัดสิว ฝ้า หน้าหมองคล้ำ ช่วยขจัดกลิ่นกาย โดยไม่ต้องพึ่งสารระงับกลิ่น ทำให้ผิวขาว ลดจุดด่างดำ ทำให้รักแร้ขาวและลบรอยขอบกางเกงในทำให้ผิวสะอาดชุ่มชื่น เห็นผลทันทีเมื่อสัมผัสครั้งแรก สะอาดสดชื่นอย่างไม่เคยสัมผัสมาก่อน


ส่วนประกอบสำคัญ :
โสม :
ทำให้ผิวเต่งตึง กระตุ้นเซลล์ผิวให้แข็งแรง
ชาเขียว :
ช่วยขับสารพิษ ดีท็อกซ์สิ่งสกปรก มลภาวะทำให้ผิวเย็น
โกฐ :
ช่วยรักษาฝ้า ทำให้ผิวขาวกระจ่างใส
ทองพันชั่ง :
ช่วยทำให้ผิวลดการอักเสบจากสิวหรืออักเสบจากแสงแดด
ขมิ้น :
ทำให้ผิวเรียบเนียนปรับสภาพผิวให้นุ่มนวล
เหงือกปลาหมอ :
ช่วยกระชับผิวและลดแบคทีเรีย
สาหร่ายทะเล :
ช่วยรักษาความชุ่มชื้น บำรุงผิวให้เต่งตึง

วิธีใช้ ใช้ทำความสะอาดผิวหน้าและผิวกาย
ราค 180.- บาท          
ขนาด 80 กรัม  ค่าจัดส่ง  100.-  บาท  ซื้อครบ  3,000.-  บาทส่งฟรีค่ะ
------------------------------------------------
 

สารสกัดจากพริก ชาเขียว ส้มแขก แอลคาร์นิทีน ถั่วเหลือง และโครเมี่ยม อะมิโนแอซิดคีเลต อีกหนึ่งทางเลือกกับการสลายไขมัน ทำให้รูปร่างกระชับได้สัดส่วน

เอช พลัส แคปซูล PG&P H Plus


PG&P H Plus เลขที่ อย. 10-1-00653-1-0057 
เป็นสารสกัดจากพริก ชาเขียว ส้มแขก แอลคาร์นิทีน ถั่วเหลือง และโครเมี่ยม อะมิโนแอซิดคีเลต อีกหนึ่งทางเลือกกับการสลายไขมัน ทำให้รูปร่างกระชับได้สัดส่วน กรณีเอสพลัสแคปซูล ควรแนะนำใช้ในผู้ที่น้ำหนักมากว่า 80 Kgs. ทุกราย

 

***สามารถปรับลดได้ตามงบประมาณของลูกค้า โดยเรียงลำดับความสำคัญตามหมายเลข***

ส่วนประกอบสำคัญใน 1 แคปซูลประกอบด้วย 

สารสกัดจากผลส้มแขก 200.00 มก. (36.40%)
เคลป์ 50.00 มก. (9.10%)
แอล-คาร์นิทีน 50.00 มก. (9.10%)
สารสกัดจากถั่วเหลือง 25.00 มก. (4.50%)
คอปเปอร์ อะมิโน แอซิด คีเลต 20.00 มก. (3.64%)
ซิงค์ อะมิโน แอซิด คีเลต 20.00 มก. (3.64%)
ซิลีเนียม อะมิโน แอซิด คอมเพล็กซ์ 17.50 มก. (3.20%)
แมงกานีส อะมิโน แอซิด คีเลต 10.00 มก. (1.80%)
สารสกัดจากชาเขียว 10.00 มก. (1.80%)
สารสกัดจากพริก 10.00 มก. (1.80%)
โครเมียม อะมิโน แอดซิด คีเลต 2.50 มก.(0.50%)

Chromium Amino Acid Chelate ช่วยอะไร ?
โครเมียม (Chromium ) เป็นแร่ธาตุที่จะเป็นต่อร่างกาย มีผลต่อการเจริญเติบโต และการมีสุขภาพที่ดี มีความจำเป็นต่อขบวนการแตกตัวของโมเลกุงโปรตีน ไขมัน และ คาร์โบไฮเดรต ซึ่งโครเมียมได้รับความนิยมสูงมากในคนอเมริกัน ร่างกายมนุษย์ต้องการโครเมียมในปรืมาณ 50-200 ไมโครกรัมต่อวัน 

โครเมียมช่วยรักษาปริมาณน้ำตาลในร่างกายให้คงที่ จากการวิจัยพบว่าโคเมียมเป็นส่วนประกอบของสารที่เรียกว่า GTF  (Glucose Tolerance Factor) โดยจะทำงานร่วมกับ ไนอาซิน และกรดอะมิโน อีกหลายชนิดในขบวนการที่ช่วยรักษาปริมาณน้ำตาลในร่างกายให้คงที ่ นอกจากนี้โครเมียมยังมีบทบาทในการเพิ่ม HDL หรือคอเลสเตอรอลชนิดดี และลดระดับ LDL คอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดีด้วย โครเมียมกระตุ้นการทำงานของเอ็นไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยน น้ำตาลกลูโคสให้เป็นพลังงานและขบนการสังเคราะห์กรดไขมัน และ คอเลสเตอรอล จึงดูเหมือนว่าโครเมียม จะเพิ่มประสิทธิภาพของอินซูลินและการจัดการกับน้ำตาลกลูโคส ป้องกันการเกิดน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไปหรือสูงเกินไป

จากการศึกษาพบว่าโครเมียมมีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงปริมาณของไขมั นในร่างกายโดยพบว่าโครเมียมอาจจะลดปริมาณไขมัน และกระตุ้นการสร้างมวลกล้ามเนื้อ โดยทดลองให้โครเมียม ขนาด 400 ไมโครกรัมต่อวันกับอาสาสมัครเป็นระยะเวลา 3 เดือน พบว่ามีการลดลงของปริมาณไขมันและน้ำหนักของร่างกาย 

โครเมียม ช่วยอะไร?
จากหนังสือ "Clinical Nutrition a Functional Approach" ของ "The Institute for Functional Medicine" ตีพิมพ์ในปี 1999 หน้า 161-163 ได้กล่าวถึงประโยชน์ของโครเมียมที่ได้รวบรวมงานวิจัยต่างๆไว้ว่ า "โครเมียมช่วยการทำงานของอินซูลินอย่างมาก โครเมียมเพิ่มประสิทธิภาพของอินซูลิน และการจัดการกับน้ำตาลกลูโคสป้องกันการเกิดน้ำตาลในเลือดต่ำหรื อสูงเกินไป ดังนั้นจึงมีประโยชน์เป็นอย่างมากต่อผู้ป่วยโรคเบาหวาน ช่วยให้การเผาพลาญไขมันได้ดียิ่งขึ้น ช่วยเพิ่มไขมัน HDL และช่วยลดไขมันไตรกรีเซอร์ไรด์และ LDL ช่วยเพิ่มระบบภูมิต้านทาน (เนื่องจากไปลดจำนวน Cortisol และเพิ่ม Immunoglobulin) และช่วยลดความอ้นได้ในบางคน"

การลดน้ำหนักของโครเมียมที่แสดงผลในเรื่องนี้คือมันไปช่วยเร่งก ารไปเผาผลาญไขมันในร่างกาย และไปเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ มีการศึกษาเมื่อปี 1998 โดยมีอาสามสมัครสุขภาพดีจำนวน 122 คนที่เป็นสมาชิกของเฮลท์คลับต่างๆในรัฐเทกซัส ได้รับโครเมียมจำนวน 400 ไมโครกรัม หรือยาหลอกเป็นระยะเวลาติดต่อกันนาน 3 เดือน คนที่ได้รับโครเมียมมีไขมันนร่างกายลดลง 6 ปอนด์ (หรือ 2.7 กิโลกรัม) ขณะที่คนที่ได้รับยาหลอกลดลงเพียง 3 ปอนด์( 1.3 กิโลกรัม) แหล่งที่พบโครเมียมที่ดีที่สุดคือ ในยีสต์ (Brewer's yeast) นอกจากนั้นยังพบในเมล็ดธัญพืช และซีเรียล ซี่งโดยปกติ โครเมียมมักจะถูกทำลายไปในระหว่างกระบวนการผลิตเสมอ ทำให้อาหารที่เราบริโภคนั้นขาดโครเมียมไป

ใคร เป็นกลุ่มที่เสี่ยงจะขาดโครเมียม 
พบว่าคนในกลุ่มผู้สูงอายุ ผูป่วย นักกีฬา และผู้หญิงมีครรภ์ เป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อการขาดโครเมียมมากที่สุด หากร่างกายขาดโครเมียม อะไรจะเกิดขึ้น ? 

เมื่อร่างกายขาดโครเมียมจะมีอาการต่อไปนี้คือ อ้วนง่าย ตัวบวมๆ ฉุๆ อ่อนเพลีย มีน้ำตาลรั่วออกมาในปัสสาวะ เสี่ยงต่อหารเป็นโรคเบาหวาน มีคอเลสเตอรอลในเลือดสูง ฯลฯ

คนทั่วไปควรได้รับโครเมียมวันละเท่าไหร่?

ปกติคนทั่วไปควรได้รับโครเมียมปริมาณที่แนะนำโดยแพทย์ทั่วไปคือ 200 ไมโครกรัมต่อวัน (ขนาดที่ อย. อเมริกัน US FDA ได้แนะนำไว้คือ 50 - 200 ไมโครกรัมต่อวัน)

ทำไม ? ต้องเสริมโครเมียม 

ปัจจุบันคนเรากินอาหารหวาน ขนมหวาน ผลไม้หวาน และเครื่องดื่มหวานๆ กันอย่างมากมาย ทำให้ร่างกายของเราใช้โครเมียมอย่างสิ้นเปลืองมากจนทำให้เกิดภา วะที่ร่างกายขาดโครเมียม เสี่งต่อการเกิดโรคต่างๆ ดังได้กล่าวมาแล้วและการที่คนเรากินอาหารสำเร็จรูปที่ผ่านกระบว นการผลิตมากมายซึ่งส่งผลให้อาหารเหล่านั้นขาดแร่ธาตุโครเมียมซ้ ำลงไปอีก ด้วย 2 เหตุผลหลักนี้เองส่งผลให้การกินโครเมียมเสริมเป็นสิ่งที่จำเป็น อย่างมาก สำหรับคนในยุคปัจจุบันอย่างเราๆ ท่านๆครับ 

หากคุณได้รับสารอาหารเพียงพอ คุณไม่จำเป็นต้องรับประทานอาหารเสิมเลยก็ได้แต่ในปัจจุบัน อาหารที่คุณรับประทานส่วนใหญ่มักจะผ่านกรรมวิธีมากมายจนทำให้สา รอาหารต่างๆรวมทั้งโครเมียม ถูกขจัดออกไปจากอาหาร

วิธีการรับประทาน ครั้งละ 1-2 แคปซูล หลังอาหารกลางวัน

ราคาปลีก 1,200.- บาท
-----------------------------------------------
 

Nature Red ล้างสารพิษ ผิวพรรณสดใส ลำไส้สะอาด สุขภาพดีด้วยวิธีธรรมชาติ

เห็นผลภายใน 8-12 ชั่วโมง สะดวก ปลอดภัย ประหยัดเงิน เห็นผลเร็ว ไม่ต้องสวนทวาร แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

Nature Red เลขทะเบียน อย 10-1-00653-1-10060  


 

Nature Red เป็นใยอาหารล้างสารพิษทางเลือกของการคืนสมดุลให้ร่างกาย เลือก Detox ล้างสารพิษด้วยใยอาหาร 100%  ช่วยล้างสารพิษ ทำให้ผิวพรรณสดใส ลำไส้สะอาด สุขภาพดีด้วยวิธีธรรมชาติ เห็นผลภายใน 8-12 ชั่วโมง สะดวก ปลอดภัย ประหยัดเงิน เห็นผลเร็ว ไม่ต้องสวนทวาร แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

ประกอบด้วยสารอาหารที่สำคัญแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มคือ

ใยสาร ประกอบไปด้วย ใยอาหารจากแอปเปิ้ล ไซเลี่ยมซีดฮัสค์ (Phyllium Seed Husk) ข้าวโอ๊ต กัวร์กัม ผักและ ผลไม้เบอรี่ มีใยอาหารสูง ช่วยระบบย่อยอาหารและการขับถ่ายดีขึ้น มีวิตามินซี กรดซิตริค ช่วยให้ ผิวพรรณสดใส

อัลฟาฟ่า อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาติรวม 98 ชนิด ล้างสารพิษในระบบเลือด ระบบทางเดินอาหาร และยับยั้งแบคทีเรีย

เอนไซม์จากมะละกอ มีเอนไซม์ช่วยย่อยโปรตีนในกระเพาะอาหารทำให้ไม่เกิดแก๊ส จึงช่วยลดอาการจุกเสียดได้

น้ำตาลเด็กซ์โตรส, ฟรุคโตส เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ทำให้ดูดซึมได้เร็ว ให้ความหวานแทนน้ำตาล


ส่วนประกอบที่สำคัญ : 

ฟรุกโตส  (Fructose) 3.96 กรัม (22.00%)
แอปเปิ้ลไฟเบอร์ (Apple Fiber) 3.18 กรัม (17.66%)
โอ๊ตไฟเบอร์ (Oat Fiber) 2.10 กรัม (11.663%)
ผงปวยเล้ง (Spinach Powder) 1.44 กรัม (08.00%)
ผงสตรอเบอร์รี่  (Strawberry Powder) 1.20 กรัม (06.67%)
ผงราสเบอร์รี่ (Raspberry Powder) 1.20 กรัม  (06.67%)
ผงบลูเบอร์รี่ (Blueberry Powder) 1.20 กรัม  (06.67%)
ผงอัลฟาฟ่า (Alfafa Powder) 1.20 กรัม  (06.67%)
ผงมะละกอ (Papaya Powder) 0.90 กรัม (05.00%)
ไซเลี่ยม ฮัซค์ (Psyllium Husk) 0.72 กรัม (04:00%)
กัวกัม (Guar Gum) 0.54 กรัม (03.00%)
กรดซีตริค (Citric Acid) 0.36 กรัม (02.00%)


ใยอาหารช่วยขจัดสารพิษ ประโยชน์ของใยอาหารคือ 
ช่วยลดสิ่งสกปรกในลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่
ช่วยลดไขมันในหลอดเลือด
ช่วยปรับสมดุลปริมาณน้ำตาลในเส้นเลือด
ช่วยลดปัญหาท้องผูก
ช่วยให้ระบบย่อยอาหารเป็นปกติ
ช่วยลดปริมาณสารพิษในร่างกาย
มีสารต้านอนุมูลอิสระ
ป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่
แก้ปัญหาริสีดวงทวารหนัก
เป็นการลดน้ำหนักด้วยวิธีธรรมชาติ

ระบบขับถ่ายของคุณ ดีแล้วหรือยัง ? 
เพราะการขับถ่ายทุกวันไม่ได้หมายความว่า ขับออกมาได้หมด
ลำไส้เล็กดูดซึมสารอาหาร
ลำไส้ใหญ่ขับถ่ายของเสีย
นี่คือเรื่องจริง !!!! 90% ของความเจ็บป่วยมีต้นเหตุมาจากลำไส้ จากการสำรวจลำไส้ของคน 22,000 คน เกือบทั้งหมด มีลำไส้ไม่ปกติ โดย ดร.จอห์น ฮาร์รีย์ แคลโลนจน์

เมื่อใดคุณควรล้างสารพิษในร่างกาย ?

หาคุณมีอาการ / พฤติกรม ดังต่อไปนี้เกิน 5 ข้อ คุณควรล้างสารพิษในลำไส้

ปวดเมื่อยตามข้อต่อ
นนหลับยาก
ชอบกินเนื้อสัตว์
กินผักผลไม้น้อย
ชอบกินของมอดของมัน
ติดชา กาแฟ
ติดน้ำอัดลม
ชอบกินขนมหวาน
ชอบกิน นม เนย
กลิ่นตัวแรง
มีอาการมึนศีรษะ
ผิวแห้ง หยาบกร้าน หมองคล้ำ
อ้วนหรือผอมเกินไป
เซื่องซึม
เป็นสิวมาก
จุกเสียดแน่นเฟ้อบ่อยๆ
อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
ท้องผูกเป็นประจำ
ท้องเสียง่าย
เครียดบ่อย อารมณ์เสียง่าย
ผายลมบ่อย
เป็นไข้และเป็นหวัดบ่อย

โรคท้องผูก เป็นต้นเหตุของอาการดังต่อไปนี้ 
ปวดหัวบ่อย หงุดหงิดเป็นประจำ สมองมึนงง คิดอะไรไม่ออก นอนหลับยาก
ปวดหลัง ปวดไหล่ ปวดต้นคอ คอแข็ง หันไม่สะดวก หูอื้อ
อ่อนเพลียง่าย ป่วยบ่อย รู้สึกหนาวๆร้อนๆ เหมือนจะเป็นไข้ มื่อเท้าเย็น
ท้องอืดเป็นประจำ ท้องเสียง่าย ปวดท้องบ่อย แน่นท้อง
ผิวพรรณไม่สดใส หมองคล้ำ ผิวหยาบกร้าน เป็นสิว เป็นฝ้า
มักเกิดแผลร้อนในในปาก มีกลิ่นปาก กลิ่นตัว ผายลมบ่อย
ไส้ติ่งอีกเสบ โรคอ้วนพุงโต หรือผอมเกินไป ท้องผูก ริสีดวงทวารหนัก
เป็นโรคเรื้องรัง ปัสสาวะไม่ใส ไตมีปัญหา ความดันโลหิตสูง ภูมิแพ้ ลมพิษ ผื่นคัน หอบหืด ข้อเสื่อม ฯลฯ

ต้นเหตุของอุจจาระมีกลิ่นเหม็นมาก
สารพิษกลิ่นเหม็นเหล่านี้เกิดจากอาการท้องผูกเรื้อรังและการสะส มตะกรันในลำไส้ใหญ่
ก๊าซอีสตามน์ ก่อสารพิษ เกิดโรคภูมิแพ้ อินดอล ฟินนอล ไนโตรซาไมน์ ก่อสารพิษเกิดโรคมะเร็ง
ก็าซแอมโมเนีย และก๊าซ
ซัลเฟอร์ออกไซต์ ก่อสารพิษทำลายตับ


ทำอย่างไร ไม่ให้ท้องผูก ?
เริ่มต้นด้วยการรับประทานอาหารที่มีเส้นใยสูง ปริมาณเส้นใยที่เพียงพอคือ 25 กรัมต่อวัน พืชผัก 5 กิโลกรัม + แอปเปิ้ลเขียว 36 ผล (0.7 กรัม / ผล) + แอปเปิ้ลแดง 86 ผล (0.3 กรัม / ผล) = Natre Red 1 ซอง 

วิธีดื่ม Nature Red เพื่อการล้างพิษและลดน้ำหนัก
ใส่น้ำเย็นในแก้วเชคประมาณ 200 ซีซี ใส่เนเจอร์เรดลงไป ปิดฝา เขย่า 8-10 ครั้ง ดื่มทันที และตามด้วยน้ำเปล่าอีก 1 แก้ว

การติดตามผลในช่วง 3 วันแรก 
เช็คสุขภาพลำไส้ ดื่มเนเจอร์เรด 3 วัน ผลการขับถ่าย หลังจากดื่ม 8-12 ชั่วโมง
ขับถ่าย 2-4 ครั้ง ลำไส้ปกติ แนะนำให้รับประทานต่อเนื่องอย่างต่ำ 30 วัน
ขับถ่าย 1 ครั้ง ลำไส้ล้า แนะนำให้รับประทานต่อเนื่องอย่างต่ำ 30 วัน
ไม่ถ่าย คือ ลำไส้ป่วย แนะนำให้รับประทานต่อเนื่อง 45 วัน
ขับถ่าย  5 ครั้งขึ้นไป คือ ลำไส้บวม แนะนำให้รับประทานต่อเนื่องอย่างต่ำ 45 วัน

วิธีดื่มเพื่อล้างสารพิษ แก้ท้องผูก ดื่มวันละซองก่อนนอนต่อเนื่อง 30 วัน

วิธีดื่ม Nature Red เพื่อลดน้ำหนัก ดื่มวันละซอง ก่อนอาหารเย็น 15 นาที หรือดื่มแทนอาหารเย็นต่อเนื่อง 30 วัน

ดื่มต่อเนื่อง 30 วัน หลังจากดื่มครบจำนวนวันแล้ว ให้ลดปริมาณลง เหลือ 2-3 ซอง ต่อสัปดาห์


ราคา 1,250.- บาท

---


Edited by jeena on 17 June 2014 at 7:56am
Back to Top View jeena's Profile Search for other posts by jeena
 
jeena
info
info
Avatar
Jeena Makeup

Joined: 24 April 2007
Posts: 7021
Posted: 17 June 2014 at 7:53am | IP 124.122.187.198 Quote jeena

P Plus พี พลัส ไขมันดีที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย


ประโยชน์ของไขมัน ต่อร่างกาย
คราวนี้ก็ถึงเวลาของไขมัน ที่แสนจะธรรมดาในสายตาของคนทั่วไป มาผ่านกรรมวิธีการผลิตที่ทันสมัยที่สุดของยุโรป ก็ทำให้ ไขมันธรรมดาๆกลายเป็นไขมันที่มีประโยชน์มากต่อร่างกายมนุษย์ เช่น
  • เพิ่มการเผาผลาญพลังงาน ส่งผลโดยตรงต่อการลดน้ำหนักอย่างปลอดภัย
  • ช่วยบรรเท่าอาการโรคเบาหวาน
  • ช่วยให้หัวใจและหลอดเลือดทำงานได้ดีขึ้น 
  • ลดอาการปวดข้อ
  • ลดอาการท้องผูก 
  • ลดอาการผิวหนังแห้ง
ส่วนประกอบที่สำคัญ
น้ำมันงา Extra Virgin Seasame Oil 25%
น้ำมันรำข้าว Rice Bran Oil 25 %
น้ำมันโบราจ Borage Oil 20%
น้ำมันปลา Fish Oil 20%
น้ำมันมะกอก Olive Oil 10%

วิธีรับประทาน 
ครั้งละ 1 เม็ด พร้อมมื้ออาหาร 
ขนาดบรรจุ 1 กล่องมี 30 แคปซูล
ราคา 1,250.- บาท สมาชิก  750.- บาท
( ลูกค้าทำรหัสส่วนลดฟรี  ก่อนซื้อ )
หรือสอบถามได้  ถ้าไม่สะดวกในการสมัครรหัสส่วนลด
 
Back to Top View jeena's Profile Search for other posts by jeena
 
jeena
info
info
Avatar
Jeena Makeup

Joined: 24 April 2007
Posts: 7021
Posted: 17 June 2014 at 7:55am | IP 124.122.187.198 Quote jeena

 

สำหรับผู้หญิงอายุระหว่าง 20 - 45 ปี เพื่อการสร้างฮอร์โมนเพศที่เหมาะสมในร่างกายแต่ละคน

GOLD CAP (โกลด์แคป) มีสรรพคุณคือ ช่วยให้มีการสร้างฮอร์โมนเพศที่เหสมาะสมในร่างกายของแต่ละคน&am p;am p;am p;am p;nb sp;
 

ช่วงอายุที่เหมาะกับการรับประทานโกล์แคปคือ 20 - 45 ปี เป็นช่วงชีวิตที่อวัยวะต่างๆในร่างกายโดยรวมยังสามารถรองรับการ สร้างฮอร์โมนมาใช้งานได้ คือ ยังสามารถกระตุ้นให้ความแข็งแรงทั้งหลายของร่างกายกลับคืนมาได้ ผิวพรรณ, เต้านม, ระบบมดลูก, รังไข่, ช่องคลอด, ประจำเดือน .ให้ระบบต่างๆที่กล่าวมานี้ที่มีความผิดปกติในเรื่องใดเรื่องหน ึ่งกลับมาเป็นปกติได้ 
โกลด์แคป คือผลิ ตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อคุณผู้หญิง ผลิตขึ้นมาเพื่อต้องการแก้ปัญหาให้กับผู้หญิง โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีปัญหาในชีวิตคู่ ผลิตภัณฑ์ตัวนี้ประกอบด้วยสารอาหารที่ช่วยในการสร้างฮอร์โมนเพศ จึงมีผลทำให้ฮอร์โมนจากต่อมไร้ท่อที่ควบคุมระบบการทำงานของร่าง กายให้มีความสมดุลขึ้น เมื่อฮอร์โมนมีการปรับสมดุล ก็จะช่วยแก้ปัญหาต่างๆเหล่านี้ ให้กับคณผู้หญิงได้ 


  • กล้ามเนื้อที่หย่อนคล้อย เช่นหน้าอก แก้ม ถุงใต้ตา 
  • มีลมเข้า - ออก ทางช่องคลอด (ผายลมผิดที่) 
  • หูรูดหย่อน ควบคุมการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ 
  • ประจำเดือนมาไม่ปกติ หรือเคลื่อนออกไปหลายอาทิตย์ 
  • อาการร้อนวูบวาบ วัยทอง 
  • ช่องคลอดขยายตัวออก ไม่ฟิต ไม่มีน้ำหล่อลื่น
  • ปากมดลูกต่ำ เมื่อมีเพศสัมพันธ์จะเจ็บมาก
  • ผิวไม่สวย ผิวสากไม่ลื่น ไม่ใส (หยาบกร้านเหมือนผิวผู้ชาย)
อาการต่างๆที่กล่าวมาทั้งหมด ล้วนเกิดจากการขาดสมดุลในระบบฮอร์โมนเพศ เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงเป็นส่วนมาก ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของ PGP Gold Star ที่ชื่อ GOLD CAP ตัวนี้อาจจะช่วยท่านได้บ้างไม่มากก็น้อย 

  • White Kidney Bean Powder (ถั่วขาวผง)
  • L-Carnitine Fumarate แอลคาร์นิทิน ฟูมาเรท
  • Extracts o pomegranate (สารสกัดจากผลทับทิม)
  • Garcinia Extract (สารสกัจากผลส้มแขก)
  • Chromium Amino Acid Chelate (โครเมี่ยม อะมิโนแอคซิด คีเลต)
  • Fish Hydrolyze collagen คอลลาเจนจากปลาทะเลน้ำลึก 
  • Alpha-lipoic acid (กรดอัลฟา ไลโปอิค)
  • Kelp Extract (สารสกัดจากเคลป์)
  • Coenzyme Q10 (โค เอ็นไซม์ คิวเท็น) 

ราคา 1,300.- บาท  สมาชิก  750.- บาท
 
Back to Top View jeena's Profile Search for other posts by jeena
 
jeena
info
info
Avatar
Jeena Makeup

Joined: 24 April 2007
Posts: 7021
Posted: 17 June 2014 at 7:59am | IP 124.122.187.198 Quote jeena

เลขที่ อย. 10-1-00653-1-0023 ผลิตโดยบริษัท 8 เศรษฐี จำกัด 99/8 หมู่ 16 ต.บางแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ 10540


ไลโคปีน (Lycopene) คือ แคโรทีนอยด์ชนิดหนึ่งในกว่า 600 ชนิด ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของสีแดงของมะเขือเทศ และแตงโม ที่มีโครงสร้างโมเลกุล ที่ยาวกว่าแคโรทีนอยด์ชนิดอื่น ๆ ทำให้ ไลโคปีนเป็นแคโรทีนอยด์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด มีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งจะช่วยลด ความผิดปกติ และความเสื่อมของเซลล์อันเนื่องมาจากการทำลายของอนุมูลอิสระ

 
เป็นสารแคโรทีนอยด์ มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระมากกว่าวิตามินอีถึง 100 เท่า ช่วยป้องกันการเสื่อมของเซลล์ ช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัย ทำให้ผิวพรรณสดใส ขาวอมชมพู

ไลโคปีนที่พบมี โครงสร้างทางเคมี 2 แบบคือ trans – configuration และแบบ cis-isomer โดยในธรรมชาติจะพบไลโคปีนแบบ trans – configuration แต่สามารถเกิดการเปลี่ยนแปลงไปเป็นแบบ cis-isomer ได้เมื่อสัมผัสกับความร้อนหรือและสว่าง โดยในกระแสเลือดของคนเราพบไลโคปีนแบบ cis-isomer อยู่ถึง 60% เลยทีเดียว

ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ไลโคปีนเองได้ ดังนั้นเราจึงต้องรับประทานไลโคปีนเข้าไปจากผักผลไม้ หรืออาหารเสริม โดยไลโคปีนจะไปกระจายอยู่ทั่วไปในเนื่อเยื่อบริเวณที่แตกต่างกั น โดยส่วนใหญ่พบการสะสมของไลโคปีนมากที่ต่อมหมวกไต ลูกอัณฑะ และตับ จากการศึกษาวิจัยพบว่าไลโคปีนที่ผ่านกระบวนการใช้ความร้อน (heat processed-lycopene) เช่น การปรุงอาหาร ร่างกายจะสามารถดูดซึมไปใช้ได้ดีกว่าไลโคปีนในธรรมชาติ เนื่องจากไลโคปีนที่มีโครงสร้างแบบ cis -isomer ถูกดูดซึมได้ดีกว่าแบบ trans – configuration และแบบ cis -isomer จะสามารถละลายและรวมตัวกับกรดน้ำดี (bile acid micells) ได้ดีกว่า แบบ trans – configuration ด้วย นอกจากนั้น การใช้ความร้อนในการประกอบอาหารยังทำให้ไลโคปีนที่อยู่ในผนังเซ ลล์ของผักและ ผลไม้ละลายออกได้มากขึ้น ทำให้ดูดซึมในระบบย่อยอาหารได้ดีกว่ารับประทานแบบสดถึง 2.5 เท่า ดังนั้นหากจะรับประทานผักและผลไม้เพื่อให้ร่างกายได้รับไลโคปีน จึงควรนำผักและผลไม้ไปปรุงให้สุกก่อน

มีผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ว่า ปริมาณไลโคปีนในร่างกายจะลดลงเมื่ออายุมากขึ้น และพบว่าปริมาณสารไลโคปีน ในร่างกาย มีความสัมพันธ์แบบผกผันกับอัตราการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ผู้ป่วยที่มีปริมาณสารไลโคปีนในร่างกายต่ำ จะมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งต่อมลูกหมากเพิ่มขี้นเนื่องจากไลโคปีนเป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ (Antioxidant) ที่มีความแรงมาก และมีส่วนสำคัญในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง กลไกการออกฤทธิ์ที่สำคัญคือเข้าไปจับกับอนุมูลอิสระ (Free radical) ในร่างกายซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งของการทำลายสายดีเอ็นเ อ อันก่อให้เกิดโรคมะเร็ง ไลโคปีนจะช่วยลดการก่อกลายพันธุ์ ทำให้สามารถยับยั้งวงจรชีวิตของเซลล์มะเร็งในช่วงต้น (ระยะ G1) และลดการเกิดเนื้องอกได้ เมื่อเทียบกับสารประกอบในกลุ่มแคโรทีนอยด์ชนิดอื่นๆ ไลโคปีนเป็นแคโรทีนอยด์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เนื่องจากมีโครงสร้างที่ต่อกันเป็นสายยาวกว่า ดังรายงานการศึกษาเปรียบเทียบผลในการต้านอนุมูลอิสระในหลอดทดลอ ง พบว่าไลโคปีนมีฤทธิ์ที่ดีกว่าเบต้าแคโรทีนและแอลฟาโทโคฟีรอลถึง 2 และ 10 เท่าตามลำดับ มีความเชื่อว่าไลโคปีนสามารถปรับระบบฮอร์โมนและภูมิคุ้มกัน ตลอดจนเมตาบอลิซึมในร่างกายได้ นอกจากนี้การรับประทานไลโคปีนในปริมาณสูงยังช่วยยับยั้งเอนไซม์ สำคัญที่ใช้ สังเคราะห์โคเลสเตอรอล และเร่งสลายโคเลสเตอรอลชนิดไม่ดีหรือ LDL (Low density lipoprotein) ที่มีส่วนทำให้เกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดแข็งตัวได้อีกด้วย

ใน 1 แคปซูลมีน้ำมันรำข้าวผสมไลโคปีน 500 มิลลิกรัม ประกอบด้วย
น้ำมันรำข้าว 436.50 mg.
จมูกข้าว 50.00 mg.
สารสกัดจากมะเขือเทศ 12.50 mg. (มีสารไลโคปีน 1.25 mg.)
วิตามินอี 1.00 mg.
วิธีรับประทาน
วันละ 1-2 แคปซูลหลังอาหารเช้า
 
ราคา 900 บาท  สมาชิก 550.- 
 
Back to Top View jeena's Profile Search for other posts by jeena
 
jeena
info
info
Avatar
Jeena Makeup

Joined: 24 April 2007
Posts: 7021
Posted: 17 June 2014 at 8:04am | IP 124.122.187.198 Quote jeena

Back to Top View jeena's Profile Search for other posts by jeena
 
jeena
info
info
Avatar
Jeena Makeup

Joined: 24 April 2007
Posts: 7021
Posted: 17 June 2014 at 8:09am | IP 124.122.187.198 Quote jeena

 
Back to Top View jeena's Profile Search for other posts by jeena
 
jeena
info
info
Avatar
Jeena Makeup

Joined: 24 April 2007
Posts: 7021
Posted: 22 June 2014 at 3:39pm | IP 171.96.34.92 Quote jeena

Co Q10

ช่วยเพิ่มพลังงานให้เซลล์สมอง หัวใจ กล้ามเนื้อ และตับ เป็นสารเสริมให้วิตามินต่างๆ ทำงานได้ดีขึ้น ช่วยป้องกันการเสื่อมสภาพของเซลล์ ช่วยลดการเกาะตัว และการตกตะกอน ในผนังหลอดเลือด ดังนั้น จึงช่วยแก้ปัญหาเรื่องโรคหัวใจได้ดี รวมถึงระบบประสาท สมอง และไมเกรน และช่วยเรื่องความจำที่ดีอีกด้วย

Co Q10 เลขที่ อย. 10-1-00653-1-005 
โคเอ็นไซม์ คิวเท็น (Coenzyme Q10) หรือที่เรียกสั้นๆว่า Co Q10 เป็นสารที่พบในร่างกายตามธรรมชาติ ร่างกายต้องการใช้ โคเอ็นไซม์คิวเท็นในการเจริญเติบโตของเซลล์รวมไปถึงปกป้องเซลล์ จากการถูกทำลายอันเป็นสาเหตุนำไปสู่การเกิดโรคต่างๆในมนุษย์

ทำไมต้องทาน Co Q10 เสริม? เพราะเนื่องจากปริมาณของ Co Q10 ที่มีในร่างกายจะลดลงตามวัยที่เพิ่มมากขึ้น การรับประทาน Co Q10 จึงเป็นทางเลือกหนึ่งในการเสริมสุขภาพ

  • มีบทบาทสำคัญในการทำลายสารอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้น ป้องกันการเสื่อมสภาพของเซลล์ต่างๆในร่างกาย จึงช่วยป้องกันเรื่องหลอดเลือดหัวใจอันเกิดจากการที่ แอลดีแอลโคเลสเตอรอล (LDL Cholesterol ) ถูกออกซิไดซ์ (Oxzidized) ด้วยอนุมูลอิสระ และสะสมในผนังหลอดเลือดก่อให้เกิดการอักเสบและผนังหลอดเลือดหนา ตัวขึ้นกลายเป็นพล้าค (Plaque) หรือตะกอนในผนังหลอดเลือด เกาะที่ผนังหลอดเลือด ส่งผลให้หลอดเลือดแข็งไม่ยืดหยุ่น และ ตีบตัน นำมาซึ่งปัญหาโรคหัวใจได้
  • ช่วยลดระยะเวลาที่ปวดต่อครั้งรวมถึงลดความถี่ในการปวดหัวไมเกรน (Migraine) ทั้งนี้มีงานวิจัยที่แสดงว่าการให้กลุ่มที่เข้ารับการทดสอบ 31 คน ได้รับโคเอ็นไซม์ คิวเท็น ปริมาณ 150 มิลลิกรัมต่อวัน พบว่า 19 คนจาก 31 คนมีระยะเวลาที่ปวดไมเกรนในแต่ละครั้งลดลงมากกว่า 50% กล่าวคือระยะเวลาที่ปวดโดยเฉลี่ย 7.34 วันต่อเดือนลดลงมาเหลือ 2.95 วันต่อเดือน หลังจากได้รับปริมาณโค คิวเท็น เป็นระยะเวลา 3 เดือน และช่วยลดความถี่ในการปวดจากเดิมที่ความถี่ 4.85 เหลือ 2.81 โดยไม่มีผลข้างเคียง
  • โคเอ็นไซม์คิวเท็น (Coenzyme Q10) ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับการสร้างพลังง่านของร่างกายโดยจะช่วยในก ารเปลี่ยนอาหารที่เรารับประทานเข้าไปเป็นพลังงานไมโตคอนเดรียที ่อยู่ในเซลล์ร่างกาย ถือว่ามีบทบาทสำคัญในไมโตคอนเดรียอันเป็นแหล่งผลิตพลังงานของเซ ลล์ (Key role in mitochondrial bioenergetics) จึงพบโคเอ็นไซม์ คิวเท็นได้มากในอวัยวะที่ใช้พลังงานในการทำงานมากเช่น หัวใจ ปอด และตับ 
  • อาจจะมีประโยชน์ในผู้ป่วยทาลัสซีเมียรุนแรง ชนิดเบต้า ทาลัสซีเมีย อี (Beta thalassemia / HbE) ซึ่งจะมีระดับโคเอ็นไซม์คิวเท็นในเลือดต่ำลง การให้โคเอ็นไซม์คิวเท็นทำให้ลดสภาวะออกซิเดชั่นภายในเซลล์ และาจทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น 
  • อาจมีประโยชน์ในโรคทางสมอง ได้แก่ โรคสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ (Dementia) โรคความจำเสื่อม (Alzheimer's disease) และโรคพาร์กินสัน (Parkinson's disease) โรคหอบหืด (Bronchial Asthma) โรคไตเสื่อมเรื้อรัง (Tubulopathy and Chronic tubulointersticial nephritis) แม้ว่าการวิจัยสำหรับโรคพาร์กินสัน โรคหอบหืด และโรคไต พบว่ายังไม่ได้ผลในการรักษา แต่โรคเหล่านี้มีกลไกจากความเสื่อมของเซลล์ซึ่งสารต้านอนุมูลอิ สระมีบทบาทและพบว่าระดับโคเอ็นไซม์คิวเท็นในเลือดต่ำลงในโรคเหล ่านี้ด้วย อีกทั้งมีความปลอดภัยและมีประโยชน์จากการวิจัยในระดับเซลล์และใ นสัตว์ทดลอง ปัจจุบันมีงานวิจัยในคนที่มากขึ้นสำหรับโรคทางสมองเสื่อมหลายชน ิด 
มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับผลของโคเอ็นไซม์คิวเท็นต่อการลดริ้วรอ ยมากมาย ว่าสามารถทำให้ความลึกของริ้วรอยลดลง เช่นการศึกษาของ Gerson Unna พบว่าภายหลังที่กลุ่มทดลองได้รับ Co C10 ในระยะเวลา 6 สัปดาห์ ริ้วรอยลดลงกว่า 27% และเมื่อได้รับ Co Q10 ต่อไปเป็นระยะเวลา 10 สัปดาห์ ริ้วรอยลดลงมากกว่า 47%

กล่าวโดยสรุป Co Q10 มีบทบาทสำคัญมากมายรวมถึงประโยชน์ต่างๆ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ 
  • ผิวพรรณ ลดเลือนและป้องกันไม่ให้เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่น 
  • ผู้สูงอายุทั่วไป
  • โรคหัวใจ
  • ความดันโลหิตสูง
  • เบาหวาน
  • ปวดศีรษะไมเกรน
  • อาการอ่อนเพลียทั่วๆไป
  • หอบหืด อาการและโรคดังกล่าวจะได้ผลดีอย่างมากมายเมื่อรับประทาน Co Q10 ร่วมกับยาแผนปัจจุบันที่แพทย์สั่ง
  • สร้างภูมิคุ้มกัน ป้องกันโรคติดเชื้อ
ย้ำอีกครั้ง ...... ทำไมต้องรับประทาน Co Q10 เพราะเนื่องจากปริมาณของ Co Q10 ในร่างกายจะลดลงตามวัยที่เพิ่มมากขึ้น การรับประทาน Co Q10 จึงเป็นทางเลือกหนึ่งในการเสริมสุขภาพ


 


สรุป ประโยชน์ของโคเอ็นไซม์คิวเท็น (Coenzyme Q10) 
ผลการวิจัยทางการแพทย์พบว่าโคเอ็นไซม์คิวเท็นมีประโยชน์ต่อร่าง กายดังนี้ 

เป็นสารเพิ่มพลังงาน โคเอ็นไซม์คิวเท็นเป็นสารสำคัญที่มีส่วนร่วมในการผลิตพลังงานให ้กับเซลล์ เป็นการเพิ่มความทนทานแข็งแรงให้กับเซลล์ และช่วยลดความอ่อนล้าของร่างกาย ทำให้ร่างกายกระฉับกระเฉงแข็งแรง ทำกิจกรรมต่างๆได้ตามปกติ

ระบบหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ โคเอ็นไซม์คิวเท็นถูกใช้เพื่อป้องกันอาการหัวใจล้มเหลว (Congestive Heart Failure) ที่เกิดจากการคั่งของเลือด โคเอ็นไซม์คิวเท็นจะไปลดความเหนียวและการเกาะตัวของไขมันบนผนัง หลอดเลือดทำให้การไหลเวียนโลหิตดีขึ้น

ความดันโลหิตสูง โคเอ็นไซม์คิวเท็น ช่วยลดความเสี่ยงของโรคความดันโลหิตสูง (High Blood Pressure) ที่เกิดจากการแข็งตัวของหลอดเลือด (Atherossclerosis) ของอวัยวะต่างๆ จนทำให้ผนังหลอดเลือดขาดความยืดหยุ่น (Elasticity) 

กล้ามเนื้อหัวใจ เพิ่มประสิทธิภาพของการนำออกซิเจนไปยังกล้ามเนื้อหัวใจที่ขาดเล ือดโดยช่วยลความตึงของการหดตัวของกล้ามเนื้อหัวใจในภาวะขาดออกซ ิเจน ทำให้การทำงานของหัวใจดีขึ้นและเพิ่มการสูบฉีดโลหิตใหม่ไปยังหั วใจ (Re-Perfusion) และยังไปกระตุ้นการสร้างพลังงานในไมโตคอนเดรียของกล้ามเนื้อหัว ใจและช่วยป้องกันกล้ามเนื้อหัวใจถูกทำลายด้วยอนุมูลอิสระด้วย จึงทำให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรง

โรคมะเร็ง ลดความเสี่ยงต่อภาวะมะเร็งเนื้อเยื่อต่างๆ เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia) มะเร็งก้อนเนื้อ (Tumor) รวมทั้งลดอาการข้างเคียงที่เกิดจากเคมีบำบัด (Chemotherapy) ในผู้ป่วยมะเร็ง

แผลในระบบทางเดินอาหาร ช่วยส่งเสริมกระบวนการ๙่อมแซมตัวเองของเซลล์โดยเฉพาะในผู้ป่วยท ี่มีภาวะแผลในระบบทางเดินอาหารเช่น โรคแผลในกระเพาะอาหาร หรือลำไส้เล็กส่วนดูโอดินั่ม (Duodenum) 

ระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทำงานดีขึ้น (Enhance Immune) ช่วยให้เม็ดเลือดขาวกำจัดเชื้อโรคได้ดีขึ้น

เหงือกและฟัน  โคเอ็นไซม์คิวเท็น มีระโยชน์ช่วยลดปัญหาของเหงือกและฟัน

โรคเบาหวาน  พบว่าโคเอ็นไซม์คิวเท็นช่วยลดน้ำตาลในเลือด

กล้ามเนื้อตาย  ลดความเสี่ยงต่อภาวะเซลล์กล้ามเนื้อตาย Muscular Degeneration) เนื่องจากการทำงานหนัก และมีสารตกค้างที่เกิดจากขบวนการเมตาบอลิซึ่มในระหว่างการทำงาน

ผิวหนัง ช่วยเสริมสร้างพลังงานในระดับเซซล์ผิว ช่วยป้องกันเนื้อเยื่อคอลลาเจนและอิลาสตินจากรังสี UVA ทำให้เซลล์ผิวแข็งแีรงและเป็นปัจจัยสำคัญในกระบวนการสร้างคอลลา เจนใหม่และปกป้องคอลลาเจนจากการถูกทำลายให้สูญเสียโครงสร้างและ ความยืดหยุ่น จึงช่วยลดเลือนริ้วรอยเหี่ยวย่น และป้องกันไม่ให้เกิดรอยเหี่ยวย่น รวมทั้งปรับสภาพผิว ให้ผิวชุ่มชื่นได้อย่างเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ โคเอ็นไซม์คิวเท็นยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีความสัมพันธ์ก ับวิตามินอี ในการป้องกันเซลล์ผิวจากปฏิกิริยา Lipid Peroxidation) ซึ่งเป็นสาเหตุของกระแก่ (Age Granule) จึงทำให้ผิวสดใส มีชีวิตชีวา

ป้องกันหมันในชาย โคเอ็นไซม์คิวเท็นช่วยให้อสุจิ (Sperm) แข็งแรงขึ้น

โรคอ้วน โคเอ็นไซม์คิวเท็น มีส่วนช่วยในการเผาผลาญไขมันที่สะสมอยู่ ซึ่งทำให้น้ำหนักลดลงได้ 

คำแนะนำในการรับประทานโคคิวเท็น 
ปริมาณของโคคิวเท็นที่แนะนำให้รับประทานเสริมสุขภาพทั่วไปคือ 30 มิลลิกรัมต่อวัน โดยแนะนำให้รับประทานหลังอาหารประมาณ 30 นาที และสามารถปรับขนาดเพิ่มขึ้นได้ตามความเหมาะสม ซึ่งรายงานจากการวิจัยที่ยืนยันความปลอดภัยของโคเอ็นไซม์คิวเท็ นว่าสามารถรับประทานได้สูงถึง 300 มิลลิกรัมต่อวัน และเนื่องจากโคเอ็นไซม์คิวเท็นสามารถละลายได้ดีในไขมัน จึงแนะนำให้รับประทานโคเอ็นไซม์คิวเท็นร่วมกับอาหารประเภทที่มี ไขมันเป็นส่วนประกอบเพื่อให้มีการดูดซึมได้ดียิ่งขึ้นและเพื่อใ ห้ได้รับประโยชน์สูงสุดในการรับประทานอาหารเสริมโคเอ็นไซม์คิวเ ท็น 


โคเอ็นไซม์ คิวเท็น 30.00 mg.
เลซิติน 150 .00 mg.
น้ำหนักแคปซูลเปล่า 96 mg.

วิธีรับประทาน ครั้งละ 1-2 แคปซูล หลังอาหารเช้า 30 นาที 

ราคา 750.- บาท
 
******
Back to Top View jeena's Profile Search for other posts by jeena
 
jeena
info
info
Avatar
Jeena Makeup

Joined: 24 April 2007
Posts: 7021
Posted: 19 August 2014 at 2:19pm | IP 110.169.220.159 Quote jeena

รหัสผู้แนะนำ  A771638 

โทร 09-242-939-35 จีน่าค่ะ

 

Back to Top View jeena's Profile Search for other posts by jeena
 

If you wish to post a reply to this topic you must first login
If you are not already registered you must first register

  Post ReplyPost New Topic
Printable version Printable version

You can post new topics in this forum
You cannot reply to topics in this forum
You cannot delete your posts in this forum
You cannot edit your posts in this forum
You cannot create polls in this forum
You cannot vote in polls in this forum

Powered by Web Wiz Forums version 7.9
Copyright ©2001-2004 Web Wiz Guide